phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 04 September 2018 21:02

ข้าวเม่า ของดีมีอนาคต Featured

Rate this item
(0 votes)

๔ กันยายน ๒๕๖๑

แต่โบราณมา ชาวบ้านจะทำข้าวเม่าจากข้าวที่ออกรวงยังไม่สุกดี จึงได้กินข้าวเม่ากันเฉพาะปลายฝนต้นหนาว จะเป็นข้าวเม่าที่หอมและอร่อยมาก ใส่น้ำตาล งา มะพร้าวขูด เป็นของหวานของว่างชั้นยอด

วันนี้เราเห็นข้าวเม่าขายกันทั้งปี ตามตลาด ในห้างและข้างถนน เพราะชาวบ้านก็มีพัฒนาการ มีการปรับประยุกต์ อย่างข้าวเม่าที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมากและโด่งดังจากบ้านพุปลาไหล ตำบลสุขเกษม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ที่ร้อยตรีศรีวุธ ครองสุข ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยชีวิตไปทำรายงานในวิชาภูมิปัญญา

ชาวบ้านที่นี่ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน บางครอบครัวทำวันละกว่า ๒๐๐ กิโล ขายเองที่ตลาดเพียง ๕๐-๖๐ กิโล ที่เหลือมีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อไปคนละ ๔๐-๕๐ กิโล มีการจัดส่งไปตามอำเภอต่างๆ ฝากรถตู้ส่งไปให้ลูกหลานขายถึงในกรุงเทพฯ ข้าวเม่าแห้งกิโลละ ๑๒๐ ข้าวเม่าคลุก ๘๐ บาท

สาเหตุที่ข้าวเม่าพุปลาไหลอร่อยน่าจะมีหลายปัจจัย รวมไปถึงสูตรเด็ดเคล็ดลับที่ค้นพบพัฒนาขึ้นมาเอง นี่คือเอกลักษณ์ของภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น บางอย่างอาจบอกกันได้ บางอย่างบอกไม่ได้

แต่เดิมชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าจากข้าวในนาที่สุกปลายรวงเหลือง นำมานวดให้ได้แต่เม็ดข้าวเหลืองๆ นึ่งให้เกือบสุก นำมาคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำไปตำในครกกระเดื่อง แล้วฝัดเอาแกลบเอารำออก จะเหลือเมล็ดข้าวเหนียวนุ่มแบนๆ นำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ที่จริงการทำแบบโบราณก็มีเสน่ห์ เพียงแต่หาครกกระเดื่องยากมากแล้ว และผู้คนก็มักจะรู้สึกว่าโบราณและเหนื่อย ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยวชุมชน ลองไปพิจารณาดูนะครับ

วันนี้ชาวบ้านพุปลาไหลทำข้าวเม่าทั้งปีด้วยข้าวเหนียวที่ซื้อจากจากอำเภอบ้านเข้ากับหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพราะเป็นข้าวที่หอม ไม่แข็ง เก็บไว้ได้นาน นำมาล้างน้ำสะอาด แช่ไว้จนข้าวอิ่มน้ำ เอามาผึ่งตากลมให้แห้ง แล้วนำไปคั่วในกะทะประมาณ ๕-๑๐ นาที นำมาใส่กระสอบปุ๋ยอบไว้ ๒๐ นาที เพื่อให้ข้าวระอุสุกทั่วกัน นำไปสีในเครื่องสีข้าวเม่า แล้วเข้าเครื่องรีดทำให้เมล็ดข้าวแบน แล้วนำไปทำข้าวเม่าคลุกต่อไป

ถ้าส่งไปขายไกลๆ ชาวบ้านมักจะส่งเป็นข้าวเม่าแห้งเพราะจะเก็บไว้ได้นาน หรืออย่างมากก็ใส่น้ำเตยหอมพอให้นุ่มๆ และมีกลิ่นหอม ผสมน้ำตาลกับงา แล้วแพ็คส่งไปไกลๆ ก็ได้ ถ้าจะขายในตลาดหรือหน้าบ้านก็คลุกน้ำมะพร้าวจะยิ่งหวานมันพร้อมมะพร้าวขูดที่ไม่แก่เกินไป พอดีกรุบๆ จะอร่อยมาก (ผมเคยเอาไปฝากเพื่อน ปรากฎว่าเมียเพื่อนกินคนเดียวหมดทั้งกิโล น่าจะเรียกว่าข้าวเม่าลืมผัว)

อุปกรณ์ทำข้าวเม่ามีเครื่องสีข้าวเม่า เครื่องรีดข้าวเม่า (บางแห่งใช้เครื่องทุบข้าว) เครื่องขูดมะพร้าว เครื่องคั้นน้ำกะทิ กะทะและเตา ถ้ามีทุนน้อยก็รวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน รวมกันซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบ แยกกันทำ แยกกันขาย หรือถ้ามีคนสั่งจำนวนมากก็รวมกันขายได้

รายละเอียดเป็นอย่างไรควรไปขอความรู้จากชาวบ้านที่เขาทำมาก่อน เจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชนน่าจะส่งเสริมและช่วยได้ เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่อยากให้ชาวบ้านทำวิสาหกิจชุมชน

เดี๋ยวนี้มีข้าวเม่าขายกันทางเน็ต ส่งถึงบ้านราคากิโลละ ๘๐-๙๐ บาท พร้อมรับประทาน ค่าส่งขึ้นอยู่กับระยะทาง ถ้าข้าวเม่าแห้งก็แพงกว่า ก็เป็นอีกทางหนึ่งให้ลูกหลานที่ไปทำงานกรุงเทพฯ มีรายได้เสริม หรือถ้าทำได้ดี ติดตลาด อาจกลายเป็นอาชีพหลักไปเลยก็ได้

อันนี้ต้องขยายการขายไปอีกหน่อย เอาข้าวเม่ากึ่งสำเร็จรูปมาขายก็ได้ มีหลายเจ้า หาได้ง่ายในอินเทอร์เน็ต รับมาขายต่อได้ เป็นของกินที่อยู่ได้หลายเดือน คุณค่าอาหารมีมากเหมือนข้าวเม่าดั้งเดิม อย่างเบต้าแคโรทีน วิตามินอี คลอโรฟีล อะมิโนกาบา สารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง บำรุงสมอง บำรุงประสาท (แบบว่า กินแล้วไม่แก่ง่ายตายยาก – อยากแนะนำว่าอย่ากินข้าวเม่าทอดบ่อยนะครับเพราะน้ำมันที่ใช้ซ้ำมีสารก่อมะเร็ง)

ส่วนข้าวเม่าสำเร็จรูปเป็นของว่างและอาหารเช้าก็มีมากมายหลายรูปแบบ อย่างกลุ่มแม่บ้านที่ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต มีศิษย์เก่าและปัจจุบันทำวิสาหกิจชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการทำข้าวเม่าแต่โบราณ จนประยุกต์มาเป็นอีกหลายอย่าง

เช่น กระยาสารทข้าวเม่า ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าตุ ข้าวเม่าบ้าบิ่น คุกกี้ข้าวหอมมะลิ ข้าวเม่าอาหารเช้า ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมธัญพืช ข้าวเม่าอาหารเช้าผสมผลไม้ และข้าวเม่าอาหารเข้าผสมธัญพืชและผสมผลไม้ ส่งไปขายทั่วประเทศ เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่และคนต่างชาติ ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้มีสมาชิก ๑๐๐ กว่าคน ผลิตภัณฑ์ได้รับรองคุณภาพจากหลายหน่วยงาน รวมทั้งได้เป็นโอทอป ๕ ดาว

ผมได้ของฝากจากกลุ่มนี้มาบ่อยครั้ง อร่อยมากครับ จึงกล้าประชาสัมพันธ์ให้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านน้ำอ้อม ตำบลน้ำอ้อม อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. ๐๘๙-๘๙๘-๑๘๗๗

มีอีกหลายเจ้า อย่าง แบรนด์ “สุพิชชา” ที่ทำซีเรียลอาหารเช้าจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ วิสาหกิจชุมชนบ้านท่าทอง จังหวัดพิษณุโลก ที่อ้างว่าเพิ่มมูลค่าให้ข้าวถึง ๕๐-๖๐ เท่า ลองคูณดูว่า ข้าวกิโลละ ๖๐-๗๐ บาทได้เท่าไร

ทำข้าวเม่าให้ดี มีรายได้มั่นคงแน่ ที่บ้านพุปลาไหล หลายครอบครัวที่ช่วยกันทำงาน มีรายได้ต่อเดือนหักรายจ่ายแล้วกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้ครอบครัวก็อยู่รวมกันได้ ไม่ต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง เพื่อไปหาเงินมาใช้หนี้อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ตามหมู่บ้าน

ผมชวนฝันหลายอย่างเกี่ยวกับข้าว เพราะข้าวคือชีวิต วันนี้โลกเปลี่ยน ถ้าพี่น้องชาวนาจะอยู่รอด คงทำนาให้ได้ข้าวไร่ละ ๓๐๐-๔๐๐ กิโลกแบบเดิมต่อไปไม่ได้แล้ว มรดกจากบรรพบุรุษไม่ได้มีแต่ “นา” เท่านั้น แต่มีภูมิปัญญาในการแปรรูปรูปข้าวที่เราต้องเอามา ”ต่อยอด” ด้วยความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้ตอบสนองความต้องการของคนยุคใหม่

วันนี้ผู้คนโหยหาธรรมชาติ อยากไปสัมผัสกับทุ่งนา ป่า เขา กินข้าวเม่า เหล้าพื้นบ้าน อาหารจากท้องนา สูตรคุณย่า แก่งป่าคุณยาย ปัจจัย ๔ ของดีๆ กำลังกลับมา คนที่ทำได้ดีที่สุด คือ พี่น้องชาวบ้านเราเอง อย่านิ่งดูดายให้นายทุนมา “ทำนาบนหลังเรา” นะครับ

เสรี พพ ๑ กันยายน ๒๕๖๑