phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 01 September 2018 11:46

สองโลกที่เราอยู่ร่วมกัน Featured

Rate this item
(0 votes)

ทางอีศาน กันยายน ๒๕๖๑

เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่มีการช่วยเหลือ “หมู่ป่าอะคาเดมี” ออกมาจากถ้ำด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ร่วมไม้ร่วมมือ จากคนไทยทั้งชาติและผู้คนทั้งโลกก็ว่าได้ ให้บทเรียนสำคัญว่า ในบางขณะ บางสภาวการณ์ มนุษย์สามารถก้าวข้ามพรมแดนความแตกต่างทั้งหลายได้

ไม่ว่าเชื้อชาติ สีผิว ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรวยความจน ความรู้ความสามารถ เหมือน “คนตกน้ำหัวจะเพียงกันหมด” หรือตามนัยทางปรัชญาเรียกว่าเป็น “อุตรภาพ” (transcendence) ภาวะเหนือโลกธรรม ซึ่งไม่ใช่ความฝันหรือจินตนาการ

ความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ นักดำน้ำ นักกู้ภัยจากทั่วโลก จิตอาสาจากสารทิศ ใครทำอะไรได้ มีอะไรช่วยก็ช่วยกันหมด นักปีนถ้ำจากภาคใต้ก็ตีรถสองพันกิโลเมตรขึ้นไปช่วย คนมีเครื่องสูบน้ำขนาดยักษ์จากนครปฐม เพชรบุรี โคราชก็ขนไปช่วย โดยไม่มีใครของร้อง

คนท้องถิ่นช่วยซักผ้ารีดผ้าปะผ้าให้จิตอาสา มีรถสองแถว รถมอเตอร์ไซค์ก็ขนส่งฟรี มีคนอาสาไปช่วยทำอาหาร ทำความสะอาดระหว่างการดำเนินการ และเสร็จภารกิจก็มีอีก 5,000 คนที่ไปช่วยเก็บกวาดและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม

น้ำที่สูบจากถ้ำมาท่วมนา ชาวนาก็ไม่ได้บ่นว่า ขอเพียงให้เด็กๆ รอดออกมาได้ หลายคนไม่ขอรับค่าชดเชยด้วยซ้ำ รวมไปถึงข้าวของมากมายที่คนจากทั่วประเทศส่งไปช่วยเหลือที่อบต.โป่งผา

ที่สำคัญ ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจจากพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ นับเป็นการรวมใจคนไทยทั้งชาติ ก้าวข้ามความแตกแยกความแตกต่างทั้งปวง คนที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็ต่างส่งกำลังใจและสวดมนต์ให้ เฝ้ารอหน้าจอทีวีตลอดเกือบสามสัปดาห์

ถ้ำหลวงให้บทเรียนสำคัญว่า ถ้าคนรวมใจกันเป็นหนึ่ง อะไรก็ทำได้ ปัญหาอะไรก็แก้ได้ อุปสรรคใดก็ผ่านพ้นได้ เพราะมนุษยธรรมนั้นอยู่ในส่วนลึกของหัวใจของทุกคน ปรากฎออกมาเมื่อไรก็จะเห็นพลังอันยิ่งใหญ่เสมอ ดังกรณีที่ถ้ำหลวงก็ดี ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างสึนามิและอื่นๆ ก็ดี

แต่ถ้าเราเริ่มคิดถึงผลประโยชน์ เริ่มมองความแตกต่าง เริ่มเปรียบเทียบ เริ่มขีดเส้นแบ่ง ก็เหมือนการขีดพรมแดนประเทศ การออกกฎหมายระเบียบต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการตีเส้นที่ห้ามก้าวข้าม ปัญหาความขัดแย้งก็ตามมา เป็นสัญชาติญาณดิบ ส่วนพื้นผิวของธรรมชาติมนุษย์

ดังกรณีควันหลงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทีมชาติฝรั่งเศสได้ครองแชมป์ มีคนเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ เพราะในจำนวนนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส 23 คน 14 คนเป็นคนสีผิวจากแอฟริกา จากครอบครัวผู้อพยพ จากประเทศเซเนกัล มาลี คองโก คาเมรูน โตโก ไนจีเรีย โมรอคโก อัลจีเรีย กีเนีย แองโกลา

นักฟุตบอลเหล่านี้สามารถไปเล่นให้ทีมชาติบ้านเกิดพ่อแม่ของตนเองได้ แต่เลือกเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสเนื่องจากเกิดในประเทศนี้ เติบโตและเล่นให้สโมสรใหญ่ๆ ในยุโรปทั้งนั้น อย่างพอล ป็อกบา คีเลียน เอ็มมัปเป เอ็นโกโล คองเต เป็นต้น

พอมีนักจัดรายการสื่อใหญ่อเมริกันเขียนว่า ทีมแอฟริกาชนะเลิศ ทูตฝรั่งเศสในอเมริกาก็เดือดร้อนประท้วงว่า นักฟุตบอลเหล่านั้นเป็นคนฝรั่งเศสจริงๆ พิธีกรอเมริกันก็บอกว่า เขาไม่เคยตั้งคำถามในสัญชาติของนักฟุตบอลเหล่านั้นเลย เขาชื่นชมว่า ฝรั่งเศสต้อนรับผู้อพยพดีกว่าอเมริกาในยุคนี้ต่างหาก

เรื่องนี้คุยกันยาวๆ ได้ เพราะฝรั่งเศสไปล่าอาณานิคมในแอฟริกา ไปขนเอาทรัพยสินทรัพยากรของประเทศเหล่านี้มาเท่าไร ไปดูดเอาคนดีๆ คนเก่งๆ ทำงานมารับใช้ในประเทศของตนเท่าไร เอาคนอพยพมาเป็นแรงงานถูกๆ ช่วยเศรษฐกิจประเทศอีกเท่าไร ทำงานที่คนฝรั่งเศสเองไม่มีทางไปทำ

ดีที่ทีมชาติฝรั่งเศสชนะเลิศ ถ้าหากเกิดแพ้แบบไม่เป็นท่าอย่างหลายประเทศที่ถูกคาดการณ์ว่าจะชนะ อาจจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปอีกแบบ อย่างที่เมซุต โอซิล นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันบอกว่า “ผมเป็นเยอรมันเมื่อเราชนะ ผมเป็นผู้อพยพเมื่อเราแพ้”

โอซิลเกิดในเยอรมนีจากครอบครัวชาวตุรกีที่อพยพมาเป็นแรงงานในประเทศนี้กว่า 3 ล้านคน เขาเล่นให้ทีมชาติมา ๙๒ ครั้ง ได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมถึง ๕ ครั้งใน ๖ ปีที่ผ่านมา

ไม่นานก่อนฟุตบอลโลก มีภาพของโอซิล จากอาร์เซนอล กุนดวนจากแมนซิตี้ และโตซุนจากเอเวอร์ตัน ทั้งสามคนมีเชื้อสายตุรกี ยืนถ่ายรูปร่วมกับนายแอร์ดวน ประธานาธิบดีของตุรกีที่ไปเยือนอังกฤษ โอซิล บอกว่า เขาและเพื่อนพูดกันเรื่องฟุตบอลกับนายแอร์ดวน

ภาพนั้นทำให้โอซิลถูกวิจารณ์อย่างหนักในประเทศเยอรมนี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับนายแอร์ดวน ที่ถูกเรียกว่าเป็นเผด็จการ ทั้งๆ ที่เขามาจากการเลือกตั้ง

โอซิลบอกว่า มันผิดด้วยหรือที่เขาจะพบกับประธานาธิบดีของประเทศของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ประเทศอันเป็นรากเหง้าของเขาเอง แล้วเขาก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติด้วยความน้อยใจที่ถูกโจมตี ถูกขู่ฆ่า โดยเฉพาะเมื่อทีมเยอรมันตกรอบแรก

สื่อเยอรมันบอกว่า เขาไม่ผิดหรอกที่จะรู้สึกในรากเหง้าของตนเอง แต่ไม่ควรไปถ่ายรูปกับเผด็จการอย่างนายแอร์ดวน เหมือนไปหาเสียงให้เขาก่อนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้นที่นายแอร์ดวนก็ชนะอีกครั้งหนึ่งอย่างถล่มทลาย

ผลประโยชน์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ล้วนเป็นเหตุผลทีทำให้เกิดเส้นแบ่งและความขัดแย้ง การรับผู้อพยพของประเทศในยุโรปหรืออเมริกา ออสเตรเลีย ล้วนแต่ดูกันที่ผลประโยชน์มากกว่า “มนุษยธรรม” พวกเขาคัดเลือกเอาแต่คนเก่ง คนมีความรู้ความสามารถเท่านั้น

โดยลืมไปว่า ปัญหาในถิ่นที่มาของผู้อพยพนั้น ประเทศร่ำรวยเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การไปล่าอาณานิคมมาจนถึงการค้าที่ไม่เป็นธรรม การสูบเอาทรัพยากรและบุคลากรจากประเทศเหล่านั้น

แท้ที่จริง การเกิดเป็นประเทศก็มาจากการแก่งแย่งที่ดิน ทรัพย์สิน ทรัพยากรกันทั้งนั้น คนเผ่าพื้นเมืองเขาอยู่กันมาเป็นพันๆ ปี วันหนึ่งคนผิวขาวก็ไปแย่งชิงเอาที่ดินและทรัพย์สินของพวกเขาในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และอีกหลายประเทศ คนพวกนี้พอตั้งหลักได้ก็กีดกันคนอื่น

โลกนี้จึงมี ๒ แบบ แบบไม่มีพรมแดนและแบบมีพรมแดน แบบแรกเป็นความฝันเหมือนเพลง Imagine ของจอห์น แลนนอน ซึ่งก็เป็นจริงได้อย่างที่ถ้ำหลวง เชียงราย

ความจริง เรื่องนี้ก็เกิดได้ในชีวิตประจำวัน ที่เราพบ “คนไทย” ด้วยกันที่มาจากหลายเชื้อชาติ (จนไม่รู้ว่าไทยแท้มีหรือไม่เป็นอย่างไร) ต่างกันเพียงใครมาก่อนมาหลังเท่านั้น เราก็อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสายลาว เขมร พม่า มอญ เวียดนาม อินเดีย อาหรับ จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ต่างกันที่เชื้อชาติ ศาสนา ปรัชญาชีวิต แต่หลายคนยังแต่งงานกัน อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เพราะความเป็นคนนั้นไม่ต้องมีบัตรแสดงว่าเป็นคน มนุษยชาตินั้นใหญ่กว่า สูงกว่าเชื้อชาติหรือสัญชาติที่เขียนไว้ในบัตรประชาชน

กรณีที่ถ้ำหลวง เป็นปรากฎการณ์สำคัญของมนุษยชาติ เพราะมนุษยธรรมก้าวข้ามพรมแดนของความแตกต่าง ก้าวข้ามจำนวนเงินที่ลงไป จำนวนเวลาและบุคลากรที่ใช้ กฎหมายต่างๆ ที่เป็นข้อห้ามในยามปกติ จนไม่ต้องถามว่า “คุ้มหรือไม่” “ผิดกฎหมายหรือไม่” อย่างที่มีคนถามแล้วถูกวิจารณ์อย่างหนัก

ชีวิตคน ๑๓ คนสำคัญกว่าสิ่งใด รวมใจกันเป็นหนึ่ง แม้จะแลกด้วย ๑ ชีวิต สิ่งที่ได้มาคือ ความรู้สึกที่ดีของคนทั่วโลก การสรรเสริญสดุดีวีรกรรมต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของ “จ่าแซม” หรือ “นาวาตรีสมาน” รวมทั้งปฏิบัติการของบรรดาหน่วยกล้าตายที่ทำงานและดำน้ำในถ้ำเกือบสามสัปดาห์

จึงไม่แปลกที่คนที่ชมการถ่ายทอดสด รอการออกมาจากถ้ำของ ๑๓ คน จึงตื่นเต้นและซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เป็นน้ำตาของมนุษยธรรมไร้พรมแดน ที่ทำให้เชื่อว่า ลึกๆ แล้วมนุษย์เรามีคุณธรรมความดีงาม ที่ร่วมพลังกันก้าวข้ามเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไมได้ เอาชนะได้แม้กระทั่งความตาย