phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 01 August 2018 21:46

อาหารการกิน แล้วจะเชื่อใครดี Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 1 สิงหาคม 2561

ยุคนี้มือถือเป็นใหญ่ ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ทุกอย่างที่ต้องการได้ จนมีคนบอกว่าได้เกิดโรคใหม่ในยุคไซเบอร์ คือ โนโมโฟเบีย (Nomophobia) แปลว่า โรคขาดมือถือไม่ได้ (No mobile phobia)

            ปรัชญาจีนบอกว่า ในดีมีเสีย ในเสียมีดี มือถือทำให้สื่อสารกับใครๆ ได้ทั่วโลกอย่างง่ายดาย ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ความบันเทิง ดูหนังฟังเพลงได้ไม่ว่าอยู่ที่ใด แต่คนจำนวนมากก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา เครียด บ้าจนฆ่าตัวตายแม้มีมือถือตั้งหลายเครื่อง

            หรือเป็นเพราะข้อมูลข่าวสารท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทะลักท่วมท้นจนหลายครั้งแยกไม่ออกว่า อะไรจริงอะไรเท็จ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายไม่เพียงแต่ระดับบุคคล แต่ระดับรัฐบาลและระหว่างประเทศ จนกำลังมีการเสนอกฎหมายเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดีย ที่ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของประชาชนไปแล้ว

            แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะวันนี้ไม่มีใครหลอกใครได้ง่ายๆ ปิดบังข้อมูลได้เหมือนเมื่อก่อน จึงมีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารความรู้มากมายจนไม่รู้จะเชื่ออะไรหรือใครดี

            อย่างเรื่องคลอเรสเทรอล ไขมันที่อ้างว่าทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด วันนี้กลับมีนักวิจัยที่อ้างข้อมูลว่า คนอายุมาก ถ้าคลอเรสเทอรอลต่ำจะเสี่ยงตายมากกว่าคนมีคลองเรสเทรอลสูง เมื่อก่อนกินไข่จะมีไขมันในเลือดสูง อันตราย ต่อมาก็มีการวิจัยว่า กินวันละฟองสองฟองแหละดี วันนี้มาบอกอีกว่า ไม่ดี เพราะเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้เท่ากับสูบบุหรี่ ๕ มวน ตกลงจะเชื่อใครดี

            หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสุขภาพที่เปิดเผยผลการวิจัยมากมายที่ข้ดแย้งกันเอง โดยเฉพาะเรื่องสาเหตุของโรคไม่ติดต่ออย่างมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด ที่ไปๆ มาๆ ก็มีประกาศจากองค์การอนามัยโลกเตือนให้ระวังเรื่องอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปว่าเป็นสาเหตุก่อมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ

            ทำเอาผู้คนโดยเฉพาะฝรั่งตกใจและเคือง สงสัยว่าจะจริงได้ยังไงที่คนกินไส้กรอก หมูแฮม ซาลามี จะเสี่ยงเป็นมะเร็งได้พอๆ กับการสูบบุหรี่ ก็กินกันมาหลายพันปี หรือเพราะกระบวนการเลี้ยงสัตว์ การผลิตการแปรรูปที่เต็มไปด้วยสารเคมีที่สมัยโบราณไม่ทำกัน

            และที่ดูจะสับสนหนักเข้าไปอีกเห็นจะเป็นเรื่องเนื้อสัตว์ เนื้อสดเนื้อแดงอย่างวัว หมู ไก่ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด รวมไปถึงปลา เพราะมีสารตกค้างจากธรรมชาติ แม่น้ำ ทะเล อย่างสารตะกั่ว หรือสารเคมีจากการเลี้ยง

            นักวิจัยกลุ่มนี้ยังยืนยันว่า ที่เป็นเบาหวานกันมากขึ้นทุกปีก็เพราะการบริโภคดังกล่าว ไม่ใช่น้ำตาล เพราะมีงานวิจัยที่ยืนยันว่า กินน้ำตาลน้อยก็ยังเป็นเบาหวาน และอีกไม่นาน หนึ่งในสามของคนอเมริกันจะเป็นเบาหวาน และสองในสามจะเป็นโรคอ้วน สาเหตุเพราะการกินเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงแบบอุตสาหกรรมและแปรรูปด้วยกระบวนการเคมี

            เรื่องราวเหล่านี้นับเป็นความทันสมัยที่ไม่พัฒนา (modernization without development) เพราะถ้าพัฒนาจริงก็น่าจะดีขึ้น ทำให้ต้องถอยหลังไปตั้งหลักสัก ๔ อย่าง คือ

๑.  คืนสู่ต้นกำเนิด (back to the source) กลับไปสู่หลักธรรม ไปหาทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา ค้นหาความจริง ความถูกต้องดีงาม หาข้อมูลเท่านั้นไม่พอ ต้องเชื่อมโยงให้เกิดเป็นความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดปัญญา มีโยนิโสมนสิการ ใช้ปัญญาแยกแยะวิเคราะห์วิจารณ์

๒.  คืนสู่สามัญ (back to basics) กลับไปสู่ความเรียบง่าย ความเป็นธรรมดาของชีวิต ข้าวปลาอาหารไม่ต้องเริดหรูราคาแพง ไม่ต้องขึ้นเหลาเข้าโรงแรมก็กินอาหารดีได้ กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน เลือกให้เป็น ทั้งอาหารสดอาหารแห้งที่ไปซื้อมาปรุง ถ้าทำได้ก็ปลูกเองเลี้ยงเองยิ่งดี

๓.  คืนสู่ธรรมชาติ (back to the nature) กลับไปเรียนรู้จากธรรมชาติ เลิกใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช หันมาทำเกษตรเลียนแบบธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ ทำกินเองใช้เองให้มาก ทำเล็กๆ ดูแลได้ง่าย สบายใจกว่า ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็ต้องเลือกและล้างให้ถูกวิธีเพื่อลดอันตรายให้มากที่สุด

๔.  คืนสูjรากเหง้า (back to the roots) กลับไปเรียนรู้จากพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่สั่งสมประสบการณ์ความรู้ภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันว่า เป็นอาหารดีมีคุณค่าต่อสุขภาพ ป้องกันโรค บำบัดโรคได้ อย่างอาหารพื้นบ้านแต่โบราณซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องเทศสมุนไพร

            คนสมัยก่อนไม่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์ใหญ่ ยกเว้นเวลามีการมีงาน ลองไปศึกษาวิถีชุมชนในอดีตจะพบการกินข้าวพื้นบ้านไม่ขัดสีที่เต็มไปด้วยสารอาหาร กินกุ้ง หอย ปู ปลาเล็กๆ ตามแม่น้ำ ห้วยหนองคลองบึง สัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกบเขียด กินแมลงต่างๆ ซึ่งล้วนแต่มีสารอาหารเพียงพอ กินผักตามธรรมชาติ ที่ปลูกเองก็เป็นเครื่องเทศ อาหารหลักๆ ก็เป็นน้ำพริกกับผักสดผักลวก

            แม้ข้อมูลจะสับสน แต่ก็สรุปได้ว่า “ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง” เพราะนักวิจัยเริ่มเชื่อแล้วว่า สาเหตุของโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) คือ อาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตวทั้งสดและแปรรูป รวมไปถึงอาหารสำเร็จรูป และอาหารตามร้านตามสั่งทั้งหลายที่ต้องระมัดระวัง

            นับเป็นความขัดแย้งที่แปลก (paradox) ของโลกวันนี้ที่คนอายุยืนยาวขึ้น หยูกยาอาหารดีมีมากขึ้น แต่โรคภัยไข้เจ็บก็ดูจะมากขึ้นและร้ายแรงมากขึ้นด้วย

ชีวิตเป็นหยินหยาง ที่สุดของปรัชญาตะวันออก คือ ความสมดุล ไม่ใช่การไม่มีโรคเลย แต่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์อย่างสมดุลได้อย่างไร มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คุณภาพชีวิตดี มีอายุยืน ใช้สติและปัญญา ปล่อยวางบ้างก็จะไม่ทุกข์เกินไป เลือกได้เลือกดีก็จะอยู่รอดปลอดภัย