phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 25 July 2018 10:44

ไขมันทรานส์ เมื่อพระเอกกลายเป็นผู้ร้าย Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 25 กรกฎาคม 2561

นักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ พอล ซาบาเทียร์ ได้รางวัลโนเบิลเมื่อปี 1912 เพราะได้คิดค้นไขมันทรานส์ซึ่งกลายเป็นพระเอกที่ผู้ผลิตผู้ทำอาหารขาดไม่ได้ใน 50 ปีต่อมา แต่กลายเป็นผู้ร้ายที่ตกม้าตายในท้ายที่สุด

            งานวิจัยต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 ยืนยันว่า ไขมันทรานส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดจนปีนี้องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้ทุกประเทศหาทางกำจัดไขมันทรานส์ในอาหาร โดยให้ข้อมูลว่า ทุกปีมีคนตายไม่น้อยกว่า 500,000 คน เพราะไขมันทรานส์

            ขณะที่ WHO รณรงค์ให้ยกเลิกไขมันทรานส์ทั้งหมดใน 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยได้ออกกฎหมายเรื่องไขมันทรานส์ไปแล้ว มีผลเดือนมกราคมปี 2562 ให้เวลา 6 เดือนให้ผู้ผลิตอาหารปรับตัว

            สร้างความประหลาดใจไม่น้อยให้ผู้คนทั่วไป แต่ก็เป็น “แฮปปี้ เซอร์ไพรส์” ที่ให้ความสุขแก่ผู้คนที่รักสุขภาพ ที่เห็นรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากกว่าความร่ำรวยของธุรกิจอาหารที่คงค้านต่อไปไม่ไหว

            แต่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรถ้าทราบว่า องค์การอนามัยโลกยกย่องให้ไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งในเอเชีย เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกที่รณรงค์ป้องกันเรื่องโรคไม่ติดต่อทั้งหลาย (NCDs) อย่างโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอื่นๆ กฎหมายหมายไขมันทรานส์ที่ออกมาน่าจะยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

            ขณะที่สหรัฐอเมริกาให้เวลาผู้ผลิตอาหารถึง 3 ปี โดย อ.ย.อเมริกาประกาศกฎหมายตั้งแต่ปี 2015 และให้มีผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2018 แม้ว่า หลายเมือง หลายมลรัฐได้เดินหน้าห้ามเรื่องนี้ไปก่อนนานแล้ว แต่ อ.ย. ใหญ่ก็ยังไม่ลงมือ จนถูกร้อง ถูกฟ้อง ถูกกดดันอย่างหนักจากประชาสังคมอเมริกัน

            ขณะที่ประเทศในยุโรปได้เดินหน้าเรื่องนี้ไปก่อนหลายประเทศ โดยมีเดนมาร์กนำร่องเมื่อปี 2003 ตามด้วยประเทศอื่นๆ และได้กลายเป็นนโยบายที่ประเทศสมาชิกอียูต้องมีแผนการยกเลิกไขมันทรานส์อย่างชัดเจน เพราะตัวเลขค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของคนเป็นโรคที่มาจากไขมันทรานส์นั้นสูงกว่ารายได้จากอาหารที่มีไขมันทรานส์มากนัก

            แม้วันนี้จะยังมีความสับสนว่า ไขมันทรานส์คืออะไรจริงๆ อยู่ในอาหารอะไรบ้าง ก็เป็นเรื่องดีที่ผู้คนจะได้เรียนรู้และใส่ใจในสิ่งที่ตนเองกิน เพราะ “คุณกินอะไรก็จะได้อันนั้น” (You are what you eat)

            ความจริง วงการอุตสาหกรรมอาหารในประเทศไทยรู้เรื่องการออกกฎหมายบับนี้มาก่อนแล้ว และได้เตรียมปรับตัวมาพอสมควร วันนี้จึงทะยอยประกาศออกสื่อว่า ผลิตภัณฑ์อาหารของตนไม่มีไขมันทรานส์ แล้ว อันนี้ก็ต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าแปลว่าอะไร

            วันนี้สังคมกำลังเรียนรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีทั้งจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่วันหนึ่งก็คงค่อยๆ กระจ่างแจ้งว่า ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน ที่มีหีบห่อและเขียนไว้ในสลากนั้นอาจจะดูง่ายหน่อย แต่ที่เขาไม่มีเขียนไว้อย่างบรรดาขนมจากเบเกอรี่นั้นจะระวังอย่างไร

            ประเทศที่เขาเดินหน้าไปก่อนเตือนว่า ที่บอกว่าไม่มีไขมันทรานส์ หรือมีเป็น 0 นั้นควรระวัง เพราะแม้จะมีต่ำกว่า 0.5 แล้วปัดไปเรียก 0 นั้น ถ้ากินมากๆ หรือกินหลายอย่างรวมแล้วก็อาจจะมีไขมันทรานส์เกิน

            วันนี้น่าจะมีข้อมูลเรื่องไขมันทรานส์ที่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะทุกสถานศึกษาควรรู้ เหมือนกับหลายประเทศที่ทำกันมานานแล้ว เริ่มที่การออกระเบียบบังคับให้อาหารที่ทำให้เด็กกินหรือขายในโรงเรียนต้องปราศจากไขมันทรานส์ เพราะเป็นอาหารที่เด็กชอบมากที่สุด

            อย่างขนมปังขนมหวานชนิดต่างๆ โดนัท คุกกี้ มัฟฟิน พาย เค้ก ช็อคโคเล็ต ไอส์กรีม ขนมกรุบกรอบบรรจุถุงสวยงามทั้งหลาย หรือบรรดาอาหารพร้อมเข้าเตาไมโครเวฟตามร้านสะดวกซื้อ เหล่านี้น่าจะมีไขมันทรานส์ที่ทำให้อาหารอายุยืน แต่คนกินอายุสั้น

            ไขมันทรานส์ คือ ไขมันกลายรูปเนื่องจากอัดไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืชให้แข็งตัว แต่น้ำมันพืชต่างๆ ไม่ว่าประเภทอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวไม่มีไขมันทรานส์

อย่างน้ำมันพืชที่บรรดาอาหารขยะนำมาทอดไฟแรง เติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันเพื่อให้มันฝรั่ง ไก่ ปลา เนื้อบดมีรสชาติดีและกรอบ อันนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย ซึ่งวันนี้หลายบริษัทออกประกาศว่า “ไม่มีแล้วจ้า” แต่เขาปรับตัวอย่างไรก็คอยติดตามกันต่อไป ว่าจะมีศรีธนญชัยกันบ้างไหม

แต่ที่อันตรายไม่แพ้กันก็น้ำมันทอดที่ใช้หลายครั้งจนหนืดและควันขึ้น ไม่ว่าปาท่องโก๋ กล้วย เผือกมัน หมู ไก่ ปลา ทำให้เกิดสารก่อมะเร็ง รวมทั้งน้ำตาล ตัวร้ายในอาหาร โดยเฉพาะคู่ไปกับไขมันทรานส์ในเบเกอรี่ ที่คนมักมองข้าม กินเข้าไปมากๆ ก็แปรเป็นไขมันอันตรายส่วนเกิน ก่อให้เกิดโรคมากมาย

น้ำมันพืชส่วนใหญ่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว คือไม่เป็นไข ที่ใช้กันทั่วไปในครัวก็เป็นของดีมีประโยชน์ถ้าใช้ “พอประมาณ” มีข้อมูล จะสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ได้ดี เพราะร่างกายต้องการไขมันด้วย

แต่ที่เป็นปัญหา คือ การนำน้ำมันพืชไม่อิ่มตัวเหล่านี้มาอัดไฮโดรเจนเพื่อการผลิตอาหาร ขนม ทั้งในโรงงานและที่บ้าน อย่างเนยขาว ครีมเทียม เนยเทียมหรือมาการีน (ตัวนี้เห็นว่ามีการปรับกันมากแล้ว)

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้หลีกเลี่ยง “อาหารขยะ” (junk food) ขนมแป้งทั้งหลายที่เป็นอาหารอุตสาหกรรม อาหารทอด ขนมกรุปกรอบ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คนถามว่า แล้วจะให้กินอะไร ?

พ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่ได้โตมาด้วยอาหารเหล่านี้ ปิดหู ปิดตากับโฆษณาบ้าเลือดบ้างก็จะช่วยได้มาก แล้วเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้อาหารดีๆ ที่มีมากมายในบ้านเรา เพียงพอเพื่อจะกินดี อยู่ดี มีความสุข