phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 07 June 2018 05:11

ลิเกหลงโรง Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 6 มิถุนายน 2561

รายการข่าวทีวีที่เอาคนมาวิเคราะห์ และทะเลาะกัน บางวันก็มีสาระ บางวันก็เป็นจำอวดลิเก อย่างวันก่อนที่เอาคนสองกลุ่มที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องลงองค์ทรงเจ้ามา “ปะทะ-ประชัน” กัน อาจจะมันสำหรับคนจัด แต่ลิเกหลงโรงแบบนี้เปิดไปดูมวยหรือดูนายหม่ำกับพวกยังสนุกกว่า

            มนุษย์อหังการ์มากถ้าหากประกาศว่า อะไรที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์เชื่อถือไม่ได้ ชีวิตคนเราไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะอธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยวิทยาศาสตร์ ว่ากันจริงๆ แล้ว คนเราอยู่กันด้วยความเชื่อมากกว่าความรู้ อยู่กันด้วยอารมณ์ความรู้สึกและอะไรลึกๆ ที่อธิบายไม่ได้ มากกว่าด้วยเหตุผล

            คนไม่รู้อะไรอีกมากมายนัก โดยเฉพาะเรื่องทางจิต และเพราะเป็น “สัตว์ที่มีเหตุผล” อย่างที่นักปราชญ์ให้คำนิยาม คนเราจึงพยายามหาเหตุผล หาคำตอบในทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องอดีต ปัจจุบันหรืออนาคต ไม่ว่าชาติก่อน ชาตินี้ หรือชาติหน้า สารพัดเรื่องที่อยากรู้

            ทุกยุคทุกสมัยจึงมีหมอดู มีโหร มีคนที่ทำมาหากินบนความอยากรู้ของผู้คน บนความทุกข์ที่ต้องการหาทางออก ความเครียด ความกดดัน ปรากฎการณ์ดังกล่าวน่าจะมีความจริง มีความหมายอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครเชื่อถือและเลิกกันไปหมดแล้ว

            เมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนที่ไปศึกษาเรื่อง “ผีปอบ” กับคุณหมอสงัน สุวรรณเลิศ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาในขณะนั้น ท่านบอกว่า รอบๆ โรงพยาบาลมี “สำนัก” อยู่ 7-8 แห่ง มีร่างทรงที่ญาติพา “คนที่มีปัญหา” ไปขอให้ช่วย ทั้งก่อนและหลังจากที่ไปพบแพทย์ที่ศรีธัญญา

            คนไทยใช้ศาสตร์อะไรก็ได้ที่ช่วยให้หาย ไม่ว่าวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ ซึ่งก็ไม่ได้ดีมีคุณธรรมมากกว่ากันนัก ไม่ใช่ว่ามีแต่คนลงองค์ทรงเจ้าบางคนที่ “หลอก” ชาวบ้าน แพทย์หลายคนและโรงพยาบาลหลายแห่ง บริษัทผลิตยา ผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องสำอางค์ ก็ “หลอก” ผู้คนด้วยวีธีการที่แนบเนียนไม่น้อยไปกว่ากัน ทุนนิยมสามานย์ไม่ปรานีใคร

            มีประโยชน์อะไรที่ทีวีจะเอาพระ เอามือปราบสัมภเวสี มาโต้เถียงกับบรรดาร่างทรง เพื่อจะกล่าวหากันเรื่องความจริง ความไม่จริง เรื่องหลอกหรือไม่หลอก ไม่มีผู้ชนะ แพ้ทุกคน รวมทั้งทีวีและพิธีกร

            ถ้าจะทำประโยชน์ให้สังคม ทำไมไม่ไปศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับเรื่องการลงองค์ทรงเจ้า เรื่องพลังจิตเชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาวิเคราะห์ น่าจะประเทืองปัญญามากกว่า จะได้แยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร เพราะได้มีการศึกษาปรากฎการณ์นี้มานานแล้ว เป็นวิทยานิพนธ์ทั้งปริญญาโทปริญญาเอก

            เรื่องจิต เรื่องพลังจิตเป็นอะไรที่ซับซ้อน เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ ชาติหน้า มีการศึกษาการวิจัยทางวิชาการมากมายทั่วโลก ทั้งปรจิตวิทยา (parapsychology) มิติที่สี่ สัมผัสที่หก จึงไม่ควรสรุปเหมารวมอะไรง่ายๆ ถ้าศึกษาด้วยใจเปิดกว้างก็จะเกิดปัญญาแก่ตนเองและสาธารณะ

            แนะนำคนทำทีวีเปิดดูในยูทูป “เสวนา ตายแล้วเกิดใหม่” ซึ่งจัดโดยยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2543 โดยผู้ร่วมเสวนา คือ นายแพทย์เฉก ธนะสิริ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภักดี นายแพทย์ชินโอสถ หัสบำเรอ โดยมีนายแพทย์อุดมศิลป์ ศรีแสงนามเป็นผู้ดำเนินรายการ

            ทุกท่านล้วนเป็นแพทย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาและปฏิบัติ ที่เล่าเรื่องจากประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านอย่างน่าสนใจ อาจจะมีคนตั้งคำถามว่า แล้วที่ท่านเชื่อว่าชาติก่อนท่านเป็นอะไร พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์หรือ

            คงต้องกลับไปถามบาทหลวงตาชาร์ด มิชชันนารีสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่บันทึกไว้ว่า ให้เป็นที่ประหลาดใจยิ่งนักที่โหรชาวสยามทำนายสุริยุปราคาผิดไปเพียง 1 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน และมีสามโลก (ใต้พิภพ พิภพและสวรรค์) ท่านไม่ได้บันทึกไว้ว่า ท่านเองที่เป็นนักดาราศาสตร์เชื่อว่าโลกกลมทำนายผิดไปกี่ชั่วโมง แต่ละ “ศาสตร์” ล้วนมีตรรกะและวิธีวิทยาของตัวเอง ให้คำตอบและคำอธิบายได้

            คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ไปศึกษาปริญญาเอกทางมานุษยวิทยาการแพทย์ที่ฮาร์วาร์ด เล่าว่า ถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยเต็มไปด้วย “สำนัก” ที่มีการรักษามากมายหลายแบบจากทั่วโลก เขาเอามาตั้งไว้เพื่อให้เป็นที่ศึกษาว่า เขาทำกันอย่างไร ได้ผลอย่างไร ทำไมคนจึงยังเชื่อ

            หลายปีก่อน เคยมีงานวิจัยอ้างว่า ที่กรุงเทพฯ มีร่างทรงลงองค์ลงจ้าอยู่ถึง 20,000 คน เป็นสำนักและไม่เป็น ตัวเลขอาจจะมากไป แต่อาจเป็นไปได้ ถ้าคิดว่า คนกรุงเทพฯ เครียด บ้า และมีปัญหาทางจิตใจมาก ต้องการคนช่วยเหลือไม่ว่ารูปแบบใดมากที่สุด

            คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักจิตแพทย์ และถึงรู้ก็คงไม่เชื่อด้วยว่าจะช่วยเหลือตนได้มากกว่าบรรดา “เทพเจ้า” ในร่างทรงทั้งหลาย ด้วยความเชื่อเป็นทุน ไปถึงสำนักอาจหายบ้าหายเครียดไปครึ่งหนึ่งแล้วก็ได้

            นี่เป็นวิถีแบบไทยๆ แบบบ้านๆ ก็แล้วแต่จะเรียก แต่เป็นวิธีการในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากที่ฝรั่งไปหาจิตแพทย์ คนละวิธีคิด คนละวิธีการ คนละ “กระบวนทัศน์” เท่านั้น

            นักจัดรายการทีวีคนหนึ่งออกมาวิเคราะห์ฟันธงเชิดชูฝรั่งดูถูกคนไทย ว่าเขาใช้จิตแพทย์ ไม่งมงายใช้ร่างทรง แต่คนไทยทั่วไปคิดไม่ต่างจากเติ้ง เสี่ยวผิงว่า แมวดำแมวขาวไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็พอ

            ส่วนเรื่องที่ร่างทรงจะเป็นของจริงหรือของปลอม เป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะตัดสิน ถ้าไม่จริง ต้นตุ๋นหลอกลวง สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ จะเป็นหมอดู เป็นลิเก ก็เรื่องของเขา อย่าเอามาออกทีวีดีกว่า

            การปฏิรูปศาสนา ความเชื่อ ในสังคมไทยไม่เกิด ถ้าไม่ปฏิรูประบบโครงสร้าง (อำนาจ) และไม่ปฏิรูปการศึกษา เราคงจะได้เห็นลิเกหลงโรงในจอทีวี และ “ลิเกโรงใหญ่” ใน “การเมือง” กันต่อไป