phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 31 May 2018 08:46

ภัยศาสนา Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 31 พฤษภาคม 2561

“สุริยัน-จันทรา” ไม่ใช่หนังอินเดีย แต่เป็นหนังอิตาเลียนเมื่อ 50 ปีก่อนที่มีชื่อฝรั่งว่า Brother Sun Sister Moon ทำจากประวัติของนักบุญฟรันซิสแห่งเมืองอัสซีซี (สุริยัน) และนักบุญคลารา (จันทรา) ผู้ให้กำเนิดคณะนักบวชชายฟรันซิสกันและนักบวชหญิงคลาริสท์-กาปูชินที่มักเรียกกันว่า “ชีมืด”

            เป็นเรื่องราวในศตวรรษที่ 12 หรือประมาณ 800 กว่าปีมาแล้ว เมื่อหนุ่มฟรันซิส บุตรคหบดีแห่งเมืองอัสซีซี ที่กลับจากรบ เบื่อหน่ายชีวิตทางโลก สละทุกอย่างแม้กระทั่งเสื้อผ้าคืนให้พ่อเพื่อไปแสวงหาสันติที่แท้จริง ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องมาจากภายใน ไม่ใช่จากทรัพย์สิ่งของภายนอก

            นักบุญฟรันซิสเป็นองค์อุปถัมภ์ของอิตาลี เป็นที่รู้จักในนามนักบุญแห่งสันติภาพ โดยเฉพาะบทสวดของท่าน “โปรดให้ข้าพระองค์เป็นเครื่องมือแห่งสันติ ที่ใดมีการเกลียดชัง ให้ข้าพระองค์หว่านความรัก ที่ใดมีการบาดหมาง ให้หว่านการยกโทษ ที่ใดมีการแตกร้าว ให้หว่านสามัคคีธรรม.....”

            ฟรันซิสได้ก่อตั้งคณะนักบวชขึ้นมาใหม่ ทั้งๆ ที่เดิมก็มีหลายคณะอยู่แล้ว แต่ท่านเห็นว่า คนที่บวชแล้วปฏิญาณตนที่จะอยู่อย่างสมถะ (poverty) กลับสะสมทรัพย์สมบัติไว้มากมาย ทั้งที่ดิน ข้าวของเงินทอง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบรรดา “อัศวิน” ที่ไปรบสงครามครูเสดหรือสงครามอื่นๆ

นักรบเหล่านี้เกิดเบื่อหน่ายชีวิต ปัญหาความขัดแย้ง และอยากไปแสวงหาสันติภาพ พากันออกบวชโดยเข้าคณะนักพรตนักบวชเหล่านั้น พร้อมกับยกทรัพย์สมบัติให้คณะไปด้วย แม้ว่าเป็นสมับติส่วนรวมของคณะ แต่ก็ทำให้เกิด “กิเลส” การยึดติดและแสวงหาไม่รู้จบ

ฟรันซิสก่อตั้งคณะใหม่โดยนักบวชมีเพียงเสื้อผ้าและรองเท้าแตะ ปฏิญาณว่าจะไม่มีและไม่สะสมทรัพย์สินใดๆ จะไปทำงานแลกกับอาหารจากชาวบ้าน

เล่าเรื่องนักบุญฟรันซิส องค์อุปถัมภ์ของขบวนการสันติภาพ เพราะท่านเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่เรียบง่าย การไม่ยึดครอง ไม่ยึดติด ไม่สะสม ทรัพย์สินแห่งโลกนี้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง “สันติ” ภายในที่แท้จริง เป็นบทเรียนที่ศาสนาทั้งหลายก็สรุปได้ไม่ต่างกัน

อุดมคติของทุกศาสนาล้วนต้องการให้คนพ้นทุกข์ ทุกข์สำคัญคือการ “ยึดมั่นถือมั่น” “ตัวกูของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน และความจริงทุกศาสนา ทุกนิกาย ทุกคณะก็สอนและถือเป็นเงื่อนไขเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น ที่ท่านพุทธทาสสอนว่า ต้องไปให้พ้นแม้บุญและบาป ไม่ใช่ยังอยากได้บุญก็ยังยึดติดอยู่กับบุญ ยัง “ลงทุน” เพื่อจะได้โชคลาภชาตินี้และขึ้นสวรรค์ชาติหน้า

เมื่อสามสี่สิบปีก่อน เคยเห็นสมาชิกสันติอโศกดูหนัง “สุริยัน-จันทรา” นี้ที่ธรรมสถาน จุฬาฯ สนทนากับบางท่านบอกว่า ดูหนังเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ครั้งไม่เบื่อ

ศาสนามีสองด้าน สองมิติ ที่เรามักไม่แยกจากกัน เป็นทั้งสถาบัน (institution) และเป็นขบวนการ (movement) ฐานะสถาบัน มีระบบโครงสร้างที่วิวัฒนาการมาตามยุคสมัย อ้างว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของศาสดา จึงเกิดมีกฎ มีระเบียบ มีพิธีกรรมและวิถีปฏิบีติมากมายที่ไม่เคยมีในยุคสมัยของศาสดา

ความแตกต่างในแนวคิด การตีความ การปฏิบัติ และวิถีทางการเมืองทำให้เกิดการแตกแยกออกไปเป็นศาสนา เป็นนิกาย เป็นลัทธิต่างๆ

อีกด้านหนึ่ง ศาสนาเป็นขบวนการ (movement) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังทางจิตวิญญาณ ที่มาจากการปฏิบัติของผู้นำศาสนาและของศาสนิกทุกยุคสมัย ส่งต่อ “จิตวิญญาณ” ที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันและเป็นพลังสร้างสรรค์อนาคตของศาสนาและสังคม เพราะถ้าไม่มีการปฏิบัติ ไม่มีจิตวิญญาณ ( spirit) ศาสนาก็อยู่ไม่ได้ มีสถาบันก็เหมือนบ้านร้าง ปราสาทร้าง ปราสาทผีสิง

ในศาสนาคริสต์ นักพรต (monks) ซึ่งในอดีตมักเก็บตัวอยู่ในอาราม (monasteries) ทำสมาธิภาวนา ถือศีลเคร่งครัด เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นจริงของความเชื่ออันเป็นสัจธรรมที่มิอาจเปลี่ยนแปลง (อะกาลิโก) เป็นสัญญาณแห่งโลกุตระ อีกมิติหนึ่งที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยญาณทัศนะ คนละขั้วกับโลกียะ

ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่า ทุกคนต้องเข้าสู่ชีวิตนักพรตนักบวชจึงจะปฏิบัติธรรมและพบสันติได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “การทำงานคือการปฏบัติธรรม” คำสอนของพุทธศาสนาก็เน้นเรื่องการมีสติและสมาธิ ทางไปสู่ปัญญา การอยู่กับปัจจุบัน “ชีวิตของคุณมีเพียงขณะเดียว” ทำอย่างไรให้ “ดีที่สุด”

ภัยของศาสนาทุกศาสนามาจาก “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เป็นภัยที่เกิดในสถาบันที่ผุและมีท่าจะพังลงมาถ้าไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ผุพังจะด้วยสนิมหรือด้วยมดปลวกกัดกิน หนึ่งในนั้นคือความลุ่มหลงในโลกียะ ทรัพย์สินเงินทอง ที่ท่วมโลกุตระ เอาผลประโยชน์ทางโลกเป็นข้ออ้าง สร้างความชอบธรรม

ศาสนิกมีหลายประเภทหลายระดับ จำนวนมากยังต้องการพิธีกรรม ระเบียบปฏิบัติ และวัตถุธรรมสิ่งของ สิ่งก่อสร้าง “ภายนอก” เพื่อเป็น “พาหะ” ตัวช่วย ศาสนิกอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้แล้ว ก้าวพ้นไปแล้ว โดยเฉพาะนักบวช ผู้นำศาสนา มีหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นไปจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้

ไม่ใช่ไปฉวยโอกาสทำให้ศาสนิกยึดติดมากกว่าเดิม กลายเป็นการ “มอมเมา” กลายเป็น “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” อย่างที่ท่านพุทธทาสสอน ถ้ายิดติดกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่เป็นรูปธรรม ก็ไม่มีวันเข้าถึงธรรมได้ อยากข้ามน้ำไปฝั่งโน้น แต่ยังยิดติดกับเรือ ก็จะอยู่ในเรือตลอดไป

ในท้ายที่สุด สำหรับคนที่ก้าวพ้นทุกอย่างไปได้ ท่านพุทธทาสสอนว่า “ไม่มีศาสนา” (อันเป็นปาฐกถาธรรมสำคัญของท่านที่มีการแปลไปหลายภาษา) ท่านหมายถึง “สถาบัน” ซึ่งความจริงเป็นเปลือกเพราะแก่นของศาสนาคือหลักธรรม ที่หากปฏิบัติจริง เป็นพลังทางจิตวิญญาณ นำสู่ความหลุดพ้น