phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 23 May 2018 19:47

วิสาหกิจชุมชนชวนคิด (5) Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 23 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน ระบบที่เป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ทำให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน เพราะสามารถยืนอยู่บนขาของตนเองได้ จัดการการกินการอยู่ได้อย่างพอเพียง

            ไม่ใช่วนเวียนอยู่กับโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลหรือใครจัดให้ลงชุมชน เป็นจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด ไปสร้างความฝันให้ชาวบ้าน “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่” (อมาตยา เซน) เหมือนกับทุกเย็นวันที่ ๑ กับวันที่ ๑๖ หลังหวยออก

            สิ่งที่อามาตยา เซน บอกเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” สัมพันธ์กับเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๐ ว่า

“ถ้าสามารถที่จะเปลี่ยนไปทำให้กลับเป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง ไม่ต้องทั้งหมด แม้แต่ครึ่งก็ไม่ต้อง อาจจะสักเศษหนึ่งส่วนสี่ก็สามารถอยู่ได้ การแก้ไขอาจจะต้องใช้เวลา ไม่ใช่ง่ายๆ โดยมากคนก็ใจร้อนเพราะเดือดร้อน แต่ถ้าทำตั้งแต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้”

ชุมชนที่มีข้อมูลตนเองจากการทำแผนแม่บทชุมชนจะลุกขึ้นมาจัดการการกินการอยู่ใหม่ อะไรที่ทำได้เองก็จะลงมือทำเพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ซื้อจากตลาด เช่น การเลี้ยงปลา ปลูกผัก การทำโรงสี การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน ฯลฯ

หลายชุมชนคำนวณแล้วมากกว่า “หนึ่งในสี่” เสียอีก ถ้าหากคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์ การผลิตเอง ซื้อขายกันเอง บริโภคเอง ถือว่าเป็นหมุนเวียนหลายครั้ง อาจจะ 2-3-4 เอาไปคูณร้อยละ 25 (หนึ่งในสี่) ก็จะได้ 100 คือ พึ่งตนเองได้ นับเป็นพระปรีชาญาณของพระองค์ท่านโดยแท้

            คิดแบบวิสาหกิจชุมชนจึงเป็นการคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่คิดเพื่อความมั่งคั่ง เอาเงินเป็นตัวตั้ง เป็นเป้าหมาย จนกลายเป็นเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลัง ซึ่งอาจไม่บรรลุเป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอนว่า ทำอย่างไรจึงจะ “พึ่งตนเองได้และมีความสุข”

            วิสาหกิจชุมชนเช่นเดียวกับเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธตลาด ไม่ได้ปฏิเสธการขาย การส่งออกหรือการทำกำไร เพียงแต่ทำอย่างไรให้ “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” มีความถูกต้อง ดีและงาม เป็นธรรม ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

ที่สำคัญ ชุมชนต้องแยะแยะให้ออกว่า ผลิตอะไรเพื่อใคร เพื่ออะไร ถ้าผลิตเพื่อการบริโภคในชุมชนได้อย่างน้อยร้อยละ 25 หรือ หนึ่งในสี่ก็ถือว่า “สุดยอด” แล้ว แต่บางอย่างเหลือกินเหลือใช้ในชุมชนก็หาตลาดภายนอก

ตลาดในชุมชนเรียกว่า “ตลาดพอเพียง” ส่วนตลาดนอกชุมชนที่รองรับผลผลิตทั่วไปที่เหลือจากชุมชนอย่าง ข้าว ปลา อาหาร ก็ควรหา “ตลาดผูกพัน” ไว้ หาเครือข่ายพันธมิตรอย่างโรงพยาบาลเพื่อซื้อข้าวกล้องจากวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตข้าว ผักปลอดสาร อาหารปลอดภัยจากกลุ่มแม่บ้าน หรือบริษัทที่ทำ CSR ส่งเสริมสนับสนุนผลผลิตของชุมชน อย่างผ้าย้อมครามที่ไปถึงสโมสรฟุตบอลอังกฤษ

หรือมีตลาดขาประจำในโรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ที่ทำงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ เอกชน ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีข้อผูกพันไปขายอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง หมุนเวียนกันไปอย่างกรณีเครือข่ายตลาด “อิ่มบุญ” ที่กลุ่มผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเวียนกันไปขายในเมืองเชียงใหม่ทุกวัน

            วิสาหกิจชุมชนอาจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้การประเมิน 4-5 ดาว ก็เอาออกไปสู่ “ตลาดใหญ่” แข่งขันกับใครๆ ได้

ชุมชนต้องแยกแยะให้ถูกว่าอะไรควรผลิตเพื่อตลาดไหน เท่าไร อย่างไร ถ้ายึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการเศรษฐกิจชุมชนก็จะมั่นคง ไม่เสี่ยงเกินไปกับการผันแปรของเศรษฐกิจใหญ่ รวมทั้งทนทานต่อการแข่งขันและการครอบงำของธุรกิจขนาดใหญ่

ชุมชนมีโอกาสสูงมากที่จะอยู่รอดได้ในยุคโลภาภิวัตน์ ถ้ารู้ว่า มีมากมายหลายอย่างที่ชุมชนทำได้ดีกว่าบรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็น “ยักษ์” ที่น่ากลัวและครอบงำตลาดและชีวิตของผู้คน

เอาแค่เรื่องปัจจัย 4 อันเป็นเพื้นฐานของการดำรงชีวิต ที่ทุกคนต้องกินต้องใช้ ชุมชนก็ทำหลายอย่างได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่ว่การผลิตอาหารปลอดภัย อาหารอินทรีย์ ซึ่งต้องทำด้วยมือ ทำขนาดเล็กด้วยความเอาใจใส่ หรือ “ทำด้วยใจ” ทำในครัวเรือนหรือโดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ผู้คนต้องการอาหารจากธรรมชาติ ของมีคุณค่า ที่ผลิตได้ใน ปริมาณน้อยๆ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ผักพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ต้องการบริโภคของโบราณ ทำร้านอาหารก็ตั้งชื่อครัวย่า ครัวยาย

โลกกำลังต้องการไปสัมผัสกับชุมชน วิถีวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชุมชน ท่องเที่ยวเกษตร นิเวศ ซึ่งชุมชนสามารถจัดการได้ดีและมีเสน่ห์เพราะอยู่กับธรรมชาติ เป็นต้นทุนของตนเองอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงจัดการให้ดีเท่านั้น

บริษัทเสื้อผ้าทั่วโลกกำลังเลิกการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต เพราะผู้คนอยากได้เสื้อผ้าที่ไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เป็นมิตรกับธรรมชาติ อยากได้ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ยิ่งทอด้วยมือยิ่งดี เป็นอะไรที่โรงงานใหญ่ทำไม่ได้ แต่กลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนทำได้

ถ้าวิสาหกิจชุมชนมีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถมากก็ทำ ”วิสาหกิจชุมชนแบบก้าวหน้า” ได้ ตั้งโรงงานก็ทำได้ อย่างกรณีโรงงานแป้งขนมจีนที่นครศรีธรรมชาติ ที่เป็นต้นแบบและที่มาของคำว่า “วิสาหกิจชุมชน” ผลิตแป้งขนมจีนส่งไปจำน่ายทั่วภาคใต้และมาถึงกรุงเทพฯ

อยู่ที่รัฐบาลและการเมืองว่า มีวิสัยทัศน์ เห็นภาพนิมิต (vision) และวิธีการทำให้เป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ไม่ให้เป็นเพียงการสร้างภาพหรือฝันกลางวันของรัฐบาล และฝันร้ายของชาวบ้าน