phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 09 May 2018 12:18

วิสาหกิจชุมชนชวนคิด (3) Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 9 พฤษภาคม 2561

วิสาหกิจชุมชนบ้านเราเน้นเรื่องรายได้มากกว่าอย่างอื่น จนเหมาเอาว่า วิสาหกิจชุมชน คือธุรกิจชุมชน ความจริงเป็นอะไรมากกว่านั้น แต่เพราะการพัฒนาประเทศชาติเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็คิดอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเรื่องปากท้อง

            อย่างเรื่องโอทอปก็ส่งเสริมเน้นแต่เรื่องการผลิต การขาย รายได้ ตอนที่นายทะคะชิ อันโดะ ผู้อำนวยการโอทอปเมืองโออิตะ ต้นตำรับของโอทอปมาเมืองไทย นักข่าวถามว่า โอทอปของไทยต่างจากของญี่ปุ่นอย่างไร เขาตอบว่า

“ญี่ปุ่นจะเน้นในเรื่องการพัฒนาคนมากกว่า เราสร้างคนซึ่งใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ของไทยจะเน้น             เรื่องสินค้า ซึ่งใช้เวลา 3 ปีคนไทยต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่เพื่อพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น คือ ต้องพัฒนาบุคลากร การบริการและสินค้า ควบคู่กันไป”

            วันนี้โอทอปของไทยกำลังกลายพันธุ์ จากการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน กลายเป็นการรวมกลุ่มเพื่อผลิตให้นายทุนหรือ “เจ้าของ” เป็นคนดำเนินการในการขาย เปลี่ยนจากการผลิตในโรงงานเป็นผลิตที่บ้านเท่านั้น แต่ก็ยังเป็นเพียงแรงงานให้ “นายทุน” ผลิตให้แล้วยังไปขายให้ เป็นเพียงลูกจ้าง

            ไม่ใช่ผู้ร่วมทุนแบบวิสาหกิจชุมชน ที่เป็น “สหกรณ์เล็ก” ตามเจตนารมณ์ที่ก่อเกิด ที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สรุปบทเรียนจากการวิจัยและทำงานในพื้นที่และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรในยุโรป

            การเน้นการผลิตเพื่อขาย โดยไม่แยกแยะ “ตลาด” เพราะไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีการวิจัยอย่างจริงจัง ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากลงทุนลงแรงไปมากแล้วล้มเหลว หมดกำลังใจ เจ๊ง เป็นหนี้เป็นสิน

            วิสาหกิจชุมชนเกิดจากฐานข้อมูลชุมชน ที่เรียกกันว่า “ประชาพิจัย” ที่ชุมชนรวมตัวกันวิจัยหรือสำรวจข้อมูลเรื่องตนเอง ทำให้รู้ว่า ตนเองกินอะไร ใช้อะไร ทำอย่างไรจึงจะผลิต แปรรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนตนเองหรือเครือข่ายใกล้เคียง เพื่อลดการพึ่งตลาดภายนอกแต่เพียงอย่างเดียว

วิสาหกิจชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้ชุมชนแข่งขันกันไปขายของที่เมืองทองธานี แต่ให้เริ่มต้นจัดการชีวิตของตนเองให้ดีก่อนที่จะคิดออกไปสู่ตลาดใหญ่

            จะผลิตอะไร แปรรูปอะไร แยกแยะให้ได้ว่า อะไรเป็นของดีวิเศษห้าดาวที่จะไปแข่งกับคนอื่นจึงเข็นออกไปสู้ ไม่ใช่ทำแชมพู สบู่ น้ำยาล้างาน แล้วก็วิ่งหาตลาด ทั้งๆ ที่ชาวบ้านในชุมชนเองก็ยังไม่ใช้

ตลาดชุมชน ตลาดท้องถิ่นใหญ่มาก แต่ถูกมองข้าม ชาวบ้านจึงก้มหน้าก้มตาหาเงินเพื่อไปซื้อจากร้านค้าอย่างเดียว ทั้งๆ ที่กว่าร้อยละ ๘๐ ที่ตนกินและใช้เป็นอะไรที่ทำเองได้ ผลิตได้ในชุมชน

            การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจึงไม่ควรเริ่มต้นจากการไปส่งเสริมให้ชาวบ้านผลิตเพื่อไปขาย แต่เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนรู้ วิจัยทุนท้องถิ่นให้รอบด้าน วิจัยการบริโภคของตนเอง แล้วดูว่าจะรวมกลุ่มกันทำอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองก่อนที่จะทำไปขายข้างนอก โดยหลักที่ว่า ลดรายจ่ายเท่ากับเพิ่มรายได้

            ชาวบ้านที่ตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำแผนแม่บทชุมชน ทำข้อมูลแล้วพบว่า น่าจะทำอะไรได้มากมายเพื่อตนเอง แทนที่คิดแต่จะไปซื้อจากตลาด เช่น เครื่องแกง ที่เลิกทำกินกันเองนานแล้ว ซื้อจากตลาดสะดวกสบายกว่า ตำบลท่าข้ามซื้อเครื่องแกงปีหนึ่งหลายแสนบาท

            แม่บ้านกลุ่มหนึ่งจึงรวมกลุ่มกันทำเครื่องแกง อบต.สนับสนุนทุนก้อนหนึ่งเพื่อซื้อเครื่องมือ ชาวบ้านลงหุ้น ทำเครื่องแกงขายให้ชาวบ้านในชุมชนทุกวัน ไม่มีสารกันบูด วัตถุดิบก็ปลูกเอง ทำเอง ปลอดสารเคมี ปลอดภัย ได้เงินใช้ ไม่ต้องไปขายหาดใหญ่ให้เหนื่อย แค่ทำขายกันเองก็เหนื่อยพอแล้ว

            เศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่นป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (informal economy) ที่มีขนาดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๐ ของเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ถูกมองข้าม ทำให้ชาวบ้านกลายเป็นเพียงผู้ผลิตให้ระบบเศรษฐกิจใหญ่ เป็นแรงงานให้โรงงาน และเป็นเพียงผู้หาเงินไปซื้อของจากโรงงาน เป็นผู้ผลิต ผู้ใช้แรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            โจทย์สำหรับการส่งเสริมาวิสาหกิจชุมชน คือ ทำอย่างไรจึงจะให้เกิดวิสาหกิจชุมชนบนฐานความรู้ ฐานข้อมูล ไม่ใช่มองด้วยตาเปล่าแล้วลงมือทำ ลงทุนเร็วก็เจ๊งเร็วอย่างที่เห็นๆ กัน

            จีนกำลังส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง ส่งเสริมการผลิตเพื่อการบริโภคในท้องถิ่นให้มากที่สุด ส่งเสริมการรวมกลุ่ม และการสร้างคลัสเตอร์เครือข่ายการผลิต ที่เข้าใจว่า ส่วนหนึ่งจีนได้ไปเรียนรู้มาจากอิตาลี ที่มีต้นแบบของคลัสเตอร์วิสาหกิจขนาดกลาง เล็กไปถึงจิ๋ว

            เมืองไทยก็มีอะไรคล้ายกัน แต่เป็น “ชุมชนโรงงาน” อย่างการผลิตหมอนขิดสามเหลี่ยมที่อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่หมู่บ้านหนึ่งเย็บ หมู่บ้านสองยัด หมู่บ้านสามตรวจสอบและจัดการเตรียมส่งขึ้นรถสิบล้อที่ไปรับหมอนไปจำหน่ายทั่วประเทศ ทั้งหมดเป็นกระบวนการที่จัดการโดยนายทุน

นั่นเป็นหนึ่งในงานวิจัยของมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ ๓๐ ปีก่อน เช่นเดียวกับการผลิตผ้าพื้นเมืองที่นายทุนหลายจังหวัดรวบรวมคนเฒ่าคนแก่ในท้องถิ่น เอาความรู้ภูมิปัญญาเก่าแก่มาถ่ายทอด และใช้แรงงานท้องถิ่นมาผลิตเพื่อตนเองจะได้รวบรวมไปขาย

นั่นเป็นเรื่องเก่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว แต่วันนี้ก็ดูเหมือนยังไม่ได้เปลี่ยนอะไรนัก เพราะไม่มีการพัฒนาคน พัฒนาความรู้ พัฒนาระบบ ไม่มี “คลัสเตอร์วิสาหกิจชุมชน” ไม่มีระบบการจัดการแบบก้าวหน้า

วันนี้เรายังมีแต่กิจกรรมเดี่ยวๆ เหมือนจิ๊กซอที่ต่อกันไม่ติด จึงยังวนเวียนอยู่ในนิยายของการพัฒนา “เพื่อก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจที่พึ่งตนเอง” (อมาตยา เซน)