phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 04 April 2018 10:01

ท่องเที่ยวชุมชนเพื่ออะไร (1) Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 4 เมษายน 2561

หกสิบปีของความทันสมัยที่ไม่พัฒนาของไทยน่าจะแบ่งได้เป็น ๓ ยุค ๒๐ ปีแรก (๒๕๐๑-๒๕๒๑) เราทำลายป่าไปจากร้อยละ ๖๐ เหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง ยุคที่รัฐบาลประกาศว่า “คนขยันย่อมหักร้างถางป่าเพื่อทำการเพาะปลูก” แต่ความจริง “นายทุน” ทำลายป่ามากกว่าชาวบ้าน นายทุนรวยขึ้น ชาวบ้านจนลง ป่าหมด

            ยุคที่สอง (๒๕๒๑-๒๕๔๑) ชุมชนล่มสลายไปจนฟองสบู่ประเทศแตก ตอนแรกก็ดูเหมือนโชติช่วงชัชวาลด้วยน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทยและอีสเทิร์นซีบอร์ด ขยายไปเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าในช่วง ทศวรรษ ๒๕๓๐-๒๕๔๐ ที่เติบโตสุดขีด จีดีพีสองหลักจนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในที่สุด

            ยุคที่สาม (๒๕๔๑-๒๕๖๑) ชุมชนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมถูกถล่มซ้ำในนามการท่องเที่ยว ที่ยินดีต้อนรับทุกคนแบบไร้ขีดจำกัด ไร้เงื่อนไข ขอให้มามากๆ เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกปีแล้วดีใจ ขายอะไรก็ขายหมด รวมถึง “วัฒนธรรม” ธรรมชาติ อากาศดี วิถีชุมชน

            เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจบนโศกนาฎกรรมทางสังคม โดยไม่ได้สนใจฟังสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชดำรัสไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ว่า

“หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการที่สัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวไปในที่สุด”

            ยุคที่หนึ่งและที่สองชุมชนได้รับการส่งเสริมให้ปลูกพืชเศรษฐกิจ เป็นนิยายของการพัฒนาที่สัญญาว่า “พรุ่งนี้รวย” แต่ชาวบ้านก็ยังยากจนเป็นหนี้เป็นสิน ไม่ว่าจะปลูกข้าว ปอ มันสำปะหลัง มะม่วงหิมพานต์ สบู่ดำ และอื่นๆ มาถึงอ้อยและยางพาราโดยเฉพาะที่ภาคอีสาน นี่ก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ป่าหมด

            เมื่อโลกเปลี่ยน โลกหมุนกลับ คนกลับไปหาธรรมชาติ โหยหาสิ่งที่ขาดหาย ที่ตนเองได้ทำลาย ก็พบว่าไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติเท่ากับชุมชนหมู่บ้าน เพราะแม้จะเปลี่ยนไป แต่ก็ยังได้กลิ่นอายและร่องรอยของธรรมชาติ ประเพณี วิถีดั้งเดิมอยู่พอสมควร

            ท่องเที่ยวชุมชนจึงถูกโปรโมตอย่างดุดัน เป็นท่องเที่ยวเกษตร ท่องเที่ยวนิเวศ ท่องเที่ยววิถีไทย ไปสัมผัสชีวิตชาวบ้าน อากาศบริสุทธิ์ ผักพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง ผ้าทอมือ ย้อมสีธรรมชาติ หัตถกรรม

            เสน่ห์ของชุมชนดึงดูดคนเมืองให้ออกไปชนบท จากความจำเจและมลพิษ ตลาดน้ำชุมชนจึงเกิดขึ้นเกลื่อนกลาด แต่ที่สุดก็เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งอย่างอัมพวา สามชุก เชียงคาน ตลาดไฮโซในกรุงเทพ

            การท่องเที่ยวโปรโมตโดยททท.และจังหวัด ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมสลายของธรรมชาติและชุมชน อย่างกรณีเกาะสิมิลันในอันดามัน และชุมชนคีรีวงที่นครศรีธรรมราช เป็นตัวอย่างล่าสุด ก่อนนี้ต้องไปดูที่พัทยา ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะเสม็ด เกาะช้าง เกาะทั้งหลายและชายทะเล

            ความเสื่อมสลายและปัญหาเหล่านี้เป็นผลของแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเอาเงินนำหน้าปัญญาตามหลังแท้ ๆ อ้างว่าเพื่อเกระจายรายได้ แต่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีชุมชน แบบแลกกันไม่คุ้ม

            หน่วยงานของรัฐพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างเสน่ห์ จุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปชุมชนหมู่บ้านจังหวัดของตน คิดแบบแยกส่งน โดยไม่มองภาพรวมของการพัฒนา ไม่สร้างคนสร้างระบบที่จะทำให้ชุมชนมีภูมิคุ้มกัน ไม่ได้รับผลกระทบทางลบจากการท่องเที่ยว ใครอยากทำอะไรก็ทำไป

            การกระจายรายได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ครัวเรือนของผู้นำชุมชนและพรรคพวก จำนวนนักท่องเที่ยวมากเกินไปในพื้นที่ที่ละเอียดอ่อน ซึ่งมีวิธีการมากมายที่ททท.และหน่วยงานต่างๆ เข้าใจดี รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่ไม่ทำเพราะต้องการตัวเลข

            ที่ภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ใกล้เมืองลีอองและแซงเอเตียน มีภูมิประเทศสวยงาม มีชุมบนหมู่บ้านแถบนั้นที่มีประเพณีวิถีชุมชน คนจากเมืองใหญ่พากันออกไปเที่ยววันสุดสัปดาห์ สหกรณ์และกลุ่มแม่บ้านก็รวมตัวกันทำร้านอาหารขึ้นมาพิเศษเฉพาะกิจ ทำอาหารอร่อยของท้องถิ่นเพื่อรับนักท่องเที่ยว

มีอะไรดีๆ ก็นำออกมาขาย มีการบริหารจัดการโดยสหกรณ์ องค์กรชุมชน ทุกคนมีส่วนได้ การท่องเที่ยวแบบนี้ไม่มีปัญหาผลกระทบ เพราะชุมชนท้องถิ่นตั้งรับเป็น ร่วมมือกันจัดการทุกอย่าง เป็นเจ้าภาพเอง ไม่มีราชการ นายทุนหรือบริษัททัวร์ไหนเข้าไปยุ่ง

            ที่เมืองไทย มีชาวบ้าน กลุ่มชาวบ้านที่ทำอะไรสำเร็จ มีคนไปดูงานกันมาก บางแห่งไปเกือบทุกวัน แรกๆ ก็มีผลกระทบ ไม่เป็นอันทำมาหากิน แต่ที่สุดก็ปรับตัวได้ ทำให้คนมา-คนอยู่ก็ได้ประโยชน์ เจ้าของพื้นที่ไม่ได้เสียเวลาทำมาหากิน ได้ผลตอบแทนจากค่าวิทยากร ค่าอาหารเครื่องดื่ม ได้ขายผลผลิต

            ที่ใดที่พบว่ามีการไปดูงานแบบละเลงงบประมาณปลายปีก็ประกาศปิดรับคนดูงานในเดือนกรกฎา-สิงหา เพราะคนไปไม่ได้เรียนรู้ ไปดูชั่วโมงเดียวกลับ ไม่มีประโยชน์อะไร ทำข้าวของเขาเสียหายอีกต่างหาก

            ชุมชนไม่ควรปฏิเสธการท่องเที่ยว แต่ควรปฏิเสธนโยบายรัฐที่ต้องการแต่ “ตัวเลข” ไม่ช่วยพัฒนาคน พัฒนาระบบ ชอบไปสั่งการ ไปครอบงำ ชุมชนต้องตั้งรับให้ดีกับบริษัทัวร์ทั้งหลายที่เอาชุมชนไปขาย สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าไปเอาข้อมูลจากชาวบ้านอ้างว่าเพื่องานวิจัยโดยไม่ได้ช่วยอะไรเลย

            แต่อย่างว่า ชุมชนอ่อนแอและถูกทำลายไปจนไม่รู้จะเอาอะไรไปต่อรองต่อกรกับรัฐและนายทุนได้ ร้านค้าโชห่วยก็ใกล้จะเจ๊งหมดแล้ว เหลือรถขายผักผลไม้ขายกับข้าว เขายังเอาห้างสรรพสินค้าใส่รถกระบะไปแข่ง แล้วชาวบ้านคนยากคนจนจะเหลืออะไร