phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 28 March 2018 20:28

อนาธิปัตย์กับอำนาจรัฐ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 28 มีนาคม 2561

ดร.ปรีชา อุยตระกูลและอาจารย์กนก โตสุรัตย์ จากวิทยาลัยครูนครราชสีมาเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้วิจัยเรื่องราวของ “ชาวบน” หรือ “เนียะกุร” ที่บ้านน้ำลาด อำเภอเทพสถิต จังหวัดนครราชสีมา พบว่าเป็นชนเผ่าตระกูญมอญเขมรเล็กๆ เผ่าหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ พวกเขาหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงเพื่อความอยู่รอด รอดจากอำนาจรัฐ จาก “คนไทย” ที่เอาเปรียบ กดขี่พวกเขา

            คุณพรพิไล เลิศวิชาและคณะจากมูลนิธิหมู่บ้านเมื่อ 30 ปีก่อน ไปวิจัยชุมชนคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช พบจากคำบอกเล่าของชุมชนคนเฒ่าคนแก่และพงศาวดารว่า พวกเขาเป็นไพร่หนีนายไม่ไปรบไทรบุรี หนีไปอยู่ในหุบเขาหลวงที่ทางการตามเข้าไปไม่ได้ เพิ่งออกมาสู่สังคมภายนอกเมื่อปี 2505 หลังจากเกิดวาตภัยแหลมตะลุมพุก

            เจมส์ ซี สก็อต ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้มีชื่อเสียงจากงานวิจัยที่รัฐเคดะห์หรือไทรบุรีในอดีต เขียนหนังสือชื่อ “อาวุธคนยาก” เป็นการต่อต้านอำนาจรัฐของคนยากคนจนในรูปแบบต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากสองสามปีที่ไปฝังตัวอยู่ในหมู่บ้านที่นั่น

            เขาได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ชื่อว่า ศิลปะในการไม่ถูกปกครอง (The Art of Non-being Governed) พูดถึง “ชาวเขา” กว่า 100 ล้านคนในอาศํยอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ทางใต้ของจีนและทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย เป็นมุมมองอีกด้านเกี่ยวกับชาวเขาชาวดอย

            อาจารย์สก็อตบอกว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่คนป่า คนโง่เขลาด้อยพัฒนา แต่เป็นคนที่เคยอยู่ในรัฐบนพื้นราบหรือในหุบเขามาก่อน แต่ได้หนีรัฐขึ้นไปอยู่ที่สูงเพื่อหนีการเป็นทหาร การเป็นทาส การใช้แรงงาน การเสียภาษีเป็นข้าวของเงินทอง รวมไปถึงหนีความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บ

            ชาวเขาชาวดอยมากมายหลายเผ่าพันธุ์เหล่านี้เป็น “คนไร้รัฐ” (non-state people) ที่อาศํยอยู่ใน “เขตเงา” (shadow zone) ด้วยความสมัครใจเพื่อหนีการปกครองและครอบงำของรัฐ ที่พยายามให้คนอยู่รวมกันในพื้นที่แคบๆ เพื่อการควบคุม เพื่อการใช้แรงงาน การเพาะปลูกข้าว การนำข้าวส่วนเกินจากการบริโภคในครัวเรือนมาไว้เป็นเสบียงสำหรับคนที่ไม่ปลูกข้าว สำหรับทหารยามศึกสงคราม

            ไปรบชนะก็กวาดต้อนคนจากลาว เขมร เวียดนาม มอญ พม่า เข้ามาเพื่อเป็นแรงงาน ให้มาอยู่ใกล้ๆ กัน ทำนาเสร็จจะได้ขนข้าวมารวมกันได้ง่าย เพราะยิ่งไกลยิ่งลำบากและควบคุมยาก

            การอยู่ใกล้กันในพื้นที่จำกัดทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย ทั้งคนทั้งสัตว์ หนูที่มากินข้าวกินพืชแพร่เชื้อโรค บางปีฝนแล้งน้ำท่วมก็ขาดแคลนข้าว ชาวบ้านก็ไม่มีข้าวกิน เพราะที่เหลือแต่ละปีก็ถูกรัฐเก็บเป็นภาษีหรือนำไปใช้ในสงคราม

อาจารย์สก็อตอ้างหลักฐานทางโบราณคดีว่า “คนไร้รัฐ” เหล่านี้มีสุขภาสพดีกว่า “คนใต้รัฐ” โครงกระดูกที่ขุดได้พบว่า คนไร้รัฐในสมัยก่อนมีโครงกระดูกใหญ่และไม่มีหลักฐานของโรค ขณะที่คนใต้รัฐมีโครงกระดูกเล็กกว่าและมีร่องรอยของการเกิดโรคหลายอย่าง

            พวกเขาปรับตัวในการทำการเกษตรบนที่สูง ทำไร่เลื่อนลอย ที่ไม่ได้ทำลายป่า เพราะทำปีสองปีก็ย้ายไปที่อื่น กว่าจะเวียนกลับมาป่าก็ขึ้นเหมือนเดิม พวกเขาไม่ต้องการปักหลักที่ใดที่หนึ่งให้ถูกติดตามหรือรุกรานจากรัฐ มักไม่ปลูกข้าวเพราะอาจถูกยึดได้ง่าย แต่ปลูกพืชมีหัวในดินอย่างเผือกมันต่างๆ ที่อยู่ในดินได้หลายปีโดยไม่ถูกยึดง่ายเหมือนข้าวในยุ้ง

            ชาวเขาถูกหาว่าเป็นคนป่าคนเถื่อนเพราะไม่มีภาษาเขียน ไม่มีบันทึก มีแต่คำบอกเล่า อาจารย์สก็อตบอกว่า พวกเขาทิ้งภาษาเขียนจากที่เคยมีร่วมกับคนอื่นๆ เพราะต้องการให้มีประวัติศาสตร์ที่ยืดหยุ่น เพื่อการอยู่รอด ปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ได้ เหมือน “ไร้ร่องรอย” ถ้าบันทึกไว้ก็เปลี่ยนไม่ได้

            วันนี้โลกเปลี่ยนไป การคมนาคม การสื่อสาร การพัฒนา ทำให้ชาวเขาไม่สามารถดำรงอยู่อย่างเดิมได้ ถูกรวมเข้าเป็น “คนใต้รัฐ” แต่ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่แบบ “ไร้รัฐ” “ไร้อัตลักษณ์” หลายคนรู้ว่าตนเองเป็นคนเผ่าพันธุ์อะไร แต่ไม่ได้รับการยอมรับว่ามี “สัญชาติ” อะไร

            งานวิจัย “ชาวบน” “คีรีวง” “ชาวเขา” ทำให้เราเห็นอำนาจรัฐสร้างมาตรฐานเดียวเพื่อวัดประชาชนว่า “ฉลาดหรือโง่” “รวยหรือจน” “สุขภาพดีหรือเจ็บป่วย” โดยใช้ใช้กฎหมาย อาวุธ และวัฒนธรรมเป็นอำนาจ เป็นเครื่องมือในการบังคับ ควบคุม กดขี่ประชาชน อ้างว่าเพื่อความเจริญพัฒนา

            “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” ประโยคนี้จึงหลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกของข้าราชการที่เป็นกลไกของอำนาจรัฐ ที่ยังหลงยุคตกสมัย บนโร้ดแมปประชาธิปไตยและไทยแลนด์ 4.0

            คนวันนี้หนีอำนาจรัฐไปอยู่ดอยบนเขาเข้าป่าเหมือนคนในอดีตไม่ได้อีกแล้ว ไม่เป็นอนาธิปัตน์แต่ต้องการเป็นประชาธิปัตย์ เป็นประชาธิปไตยที่แปลว่า “ประชาชนปกครองตนเอง”

ไม่ใช่ปกครองโดยรัฐแบบโบราณ รัฐที่ “ไม่เห็นหัวประชาชน” ไม่เคารพศักดิ์ศรีของ “ชาวบ้าน” แต่โบราณมาแล้ว รัฎฐาธิปัตย์แบบนี้จะถูกต่อต้าน อนาธิปัตย์ คือสุดขั้วของการต่อต้านอำนาจรัฐ

ที่ใดอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ที่นั่นใช้กฎหมายน้อย ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ใช้กฎหมายมาก ปกครองด้วยอำนาจ คุก ตำรวจ ทหาร สร้างค่านิยมเป็นอำนาจนำครอบงำประชาชน

คนต่อต้านอำนาจรัฐที่มีระบบโครงสร้างที่กดขี่ โกงเงินคนยากคนจน คนไร้ที่พึ่ง ชาวเขาชาวดอย ที่ไม่ได้โง่กว่าข้าราชการ แต่ระบบโครงสร้างรัฐเปิดโอกาสให้ข้าราชการโกงได้มากกว่าเท่านั้น ถ้าฉลาดจริงก็ไม่น่าจะให้จับได้ไล่ทันอย่างวันนี้