phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 21 February 2018 07:54

อยู่เมืองไทยไม่อับจน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2561

ไม่ทราบว่า “คนไทยแท้” หน้าตาเป็นอย่างไร เราทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็เป็นคนไทยเหมือนกัน เท่ากัน ต่างแต่เพียงว่าใครมาอยู่บนผืนดินสุวรรณภูมิแห่งนี้ก่อนกันเท่านั้น

            คนไทยเชื้อสายจีนมาอยู่เมืองไทยหลายร้อยปีแล้ว กลุ่มใหญ่หลั่งไหลออกจากเมืองจีนไปสู่ประเทศต่างๆ หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศจีนเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา

            ตำนานที่เล่าขานสู่ลูกหลานจนถึงวันนี้ คือ หลายคนออกจากบ้านเกิดเมืองนอนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ ไปตายเอาดาบหน้า ตั้งรกรากในเมืองไทย อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ สายเลือดแซ่ตระกูลและวัฒนธรรม ประกอบกับความขยันหมั่นเพียร ค้าขายเป็น ทำให้ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจนหลายคนกลายเป็น “เจ้าสัว”

            บางคนออกจากบางกอกไปอยู่ตามหัวเมือง ขอยืมขอเช่าที่ดินชาวบ้านปลูกผักขาย ได้ข้อมูลจากชาวบ้านร้านตลาด ว่าชาวบ้านชอบกินผักอะไรก็ปลูกอันนั้นและลองผักใหม่ๆ ไปพร้อมกัน เก็บเงินได้ก็ซื้อที่ดิน ขยายที่ปลูกผักส่งตลาดใกล้ไกล ได้เงินมากขึ้นก็ซื้อโรงสี รับสีข้าวชาวบ้าน ขายข้าว เติบโตเป็นเจ้าของโรงสีใหญ่ ขยายกิจการไปไม่รู้จบ เพราะลู่ทางมีมากมาย

            ตำนานของเจ้าสัวหลายคนเป็นที่รู้จักดี ที่เติบโตจากการค้าขายเล็กๆ จนกลายเป็นธุรกิจใหญ่หลายแสนล้าน มีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ สอนลูกหลานให้ตั้งใจทำงานให้ดี เพราะประเทศนี้แสนจะอุดมสมบูรณ์ เขียนจดหมายไปหาญาติพี่น้องที่เมืองจีนว่า ประเทศนี้ดีแท้ เอาตะเกียบเสียบลงดินยังงอกได้

            ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ลามไปถามหาเชื้อชาติของคนไทยด้วยกันมาจากความรู้สึกที่เห็นการค้าไม่เป็นธรรม การครอบงำ การเอาเปรียบ การผูกขาดของธุรกิจยักษ์ใหญ่ เหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก ไม่ปล่อยให้ “ชาวบ้าน” คนเล็กๆ มีที่ยืนในสังคมเศรษฐกิจ เป็นได้แต่เพียงแรงงานและผู้บริโภคเท่านั้น

            กิจการเล็กๆ ร้านโชห่วยตามเมืองใหญ่ไปถึงหมู่บ้านที่ปิดไป ภูมิปัญญาที่ถูกครอบไว้ไม่ให้เติบโตอย่างเรื่อง “เหล้า” และอื่นๆ ที่ระบบโครงสร้างทางกฎหมายไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนา เพราะ “นายทุน” ไปแอบอยู่หลังทุกรัฐบาลและผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย

            อย่างไรก็ดี โอกาสก็ยังพอมี เพียงแต่ต้องมีการเรียนรู้และลงมือทำ ยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง คือ การปลูกต้นไม้ คนส่วนใหญ่ยังพอมีที่ดินเป็นของตนเอง หรือที่ส่วนรวม ที่สาธารณะ วัด โรงเรียน ป่าชุมชนก็ได้ น่าจะทำโครงการปลูกไม้ให้เต็มแผ่นดิน เพราะเรามีที่ดิน มีแรงงาน

            ลองปลูกไม้พยุงสักปีละ 100 ล้านต้น ถ้ารวมพลังกันจริง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐด้วยก็จะทำได้ไม่ยาก เพราะเมล็ดไม้พยุง 1 กิโล มี 40,000 เมล็ด ป่าไม้ช่วยหาเมล็ดให้สัก 2,500-3,000 กิโลก็ได้กล้าเพียงพอที่จะปลูกปีละ 100 ล้านต้น ยุทธศาสตร์ 20 ปี ปลูกได้ 2,000 ล้านต้น

            ตั้งแต่ปีที่ 20 ตัดไม้พยุงลงมาได้ปีละ 100 ล้านต้น ราคาต้นหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แปรรูปเป็นไม้กระดาน ไม้ท่อน ส่งไปขายเมืองจีน ราคาวันนี้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ประเทศไทยจะมีรายได้จากไม้พยุงปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท

            ถ้าได้ผลเพียงครึ่งเดียวก็ได้ 2.5 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินหนึ่งปี และถ้าปลูกตั้งแต่ปีนี้ไปทุกปีๆ ละ 100 ล้านต้น หลังจากปีที่ 20 ก็จะได้ปีละไม่น้อยกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

            เมืองจีนซื้อไม้พะยุงไทยราคาสูงมากเพราะต้องการไปทำเฟอร์นิเจอร์จักรพรรดิ์ ของใช้ระดับฮ่องเต้ ราคาชุดหนึ่งนับสิบๆ ล้าน ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเอาไปทำวัตถุมงคล ฮก ลก ซิ่ว และอื่นๆ ประเทศอื่นๆ ก็ต้องการ เพราะไม้ดีๆ วันนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ไม้พยุงคือทองคำสีดำ

            จะเรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่งก็ว่าได้ เมืองไทยมีที่ดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต มีแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำการปลูกต้นไม้ดีๆ ได้ ปรับแก้กฎหมายให้คนปลูกได้ มีแรงจูงใจให้ปลูกและดูแลรักษา ให้การสนับสนุนกล้าไม้อย่างเพียงพอ แค่นี้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

            ถ้าวันนี้ ครอบครัวหนึ่งปลูกไม้พยุง 100 ต้น เพียง 12-13 ปีก็โตเส้นผ่าศูนย์กลาง 15-20 ซ.ม. ตัดลงมาราคาก็ไม่น้อยกว่า 20,000 บาทแล้ว ถ้ารีบขายเพราะไม่มีเงินใช้ก็ตัดลงมา แต่ปลูกใหม่ทุกปี ตั้งแต่ปีที่ 14 ตัดได้ปีละ 100 ต้น จะได้เงินประมาณ 2 ล้านบาท ปล่อยไว้ให้ถึง 20 ปี ก็จะได้ 5 ล้านบาท ถ้าปลูก 1,000 ต้น 13-14 ปีก็จะได้ 20 ล้านบาท 20 ปี จะได้ 50 ล้านบาท ถ้าปลูกวันนี้ไปทุกปีก็จะมีรายได้ที่ว่าทุกปี

            ใครอายุ 30-40 ปีวันนี้ ถ้าวางแผนให้ดี ปลูกไม้พยุงวันนี้สัก 1,000 ต้น อาจจะมีเงินอย่างน้อย 20-50 ล้านบาทเมื่ออายุยังไม่ถึง 60 เกษียณก่อนกำหนด จะพักผ่อนหรือทำงานที่รักที่ชอบ ทำบุญ ไปท่องเที่ยว

            “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” ภาษิตจีนว่า แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์อย่างเดียวกรณี       ”เจ้าสัวล่าเสือดำ” มาช่วยกันปลูกต้นไม้ที่ได้ทั้งป่า ได้ทั้งเงิน ลดโลกร้อน ได้ทุกฝ่ายแบบวิน-วิน

            ปัญหา “ภูโล้น” ที่จังหวัดน่านและอีกหลายจังหวัดที่มีจิตอาสาจากเมืองหลวงไปช่วยปลูกป่า ไม่รู้ว่าปลูกได้กี่ต้นแล้ว ลองเอาความคิดนี้ไปทำไม่ดีกว่าหรือ รอช้า คนมีที่ดินเป็นแสนๆ ไร่ มีเงินเป็นแสนๆ ล้านอาจจะเอาไปทำ แล้วชาวบ้านเราก็จะเป็นเพียง “แรงงาน” ถูกๆ ให้เขาเหมือนเดิม

            ถ้าเมืองไทยไม่ได้จนทรัพยากร ไม่ได้จนแรงงาน ไม่ได้จนเงิน แต่จนปัญญา ก็ต้องหาวิธีสร้างปัญญาแต่ต้องสร้างด้วยเครือข่ายการเรียนรู้ที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและทุน เพราะทั้งรัฐและทุนมีอำนาจครอบงำที่แยบยล ดูได้จากระบบการปกครอง ระบบการศึกษาที่ยังใช้อำนาจควบคุมจากศูนย์กลาง เหมือนยังอยากให้คนโง่ต่อไปเพื่อจะได้ครอบงำง่าย

            เรื่องไม้พยุงเป็นอะไรที่ชาวบ้าน คนเล็กๆ ทำได้ดี ปลูกกันคนละเล็กละน้อย กระจายไปเต็มแผ่นดิน อำนาจมาจากข้างล่าง มาจากแม่ธรณี ไม่พยุงเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นคุณอันยิ่งใหญ่ให้แผ่นดิน