phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 01 February 2018 05:16

การศึกษา กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 31 มกราคม 2561

มีคำและวลีใหม่ๆ ที่ถูกใช้เพื่อชูธงนำการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม อย่างสังคม4.0, ประชาธิปไตยไทยนิยม, ประชารัฐ และสโลแกน มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน สูตรหรือคาถาของรัฐบาลนี้

น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ วิธีคิด (จะเรียกใหญ่ๆว่า กระบวนทัศน์ paradigm หรือเล็กลงมาว่า mindset ก็ได้ทั้งนั้น) ที่เน้นแต่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ อ้างปากท้องและความต้องการของประชาชน จนทุกอย่างถูกลากเข้าไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตัวเลขจีดีพี ตัวเลขนักท่องเที่ยว ตัวเลขขายของ ตัวเลขรายได้

อุดมศึกษากจึงถูกกระชากลากถูเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน ความจริงก็ไม่ผิดถ้ารัฐจะส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของสังคม เรียนจบแล้วมีงานทำ ปัญหาอยู่ที่ว่า “สังคมต้องการอะไร” จริงๆ และ “งานทำ” คืออะไร แค่ “กิน” กับ “หาเงิน” หรือ

ดูเหมือนว่าสังคมไทยต้องการเพียงแรงงานไปทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่วนภาคเกษตรไม่ค่อยพูดถึง เพราะถูกรวมเข้าไปเป็นเกษตรอุตสาหกรรม เรียนจบแล้วไปรับใช้บริษัทใหญ่ ไม่ได้คิดไปว่า คนตกงานหลายล้านคนวันนี้และวันหน้าจะส่งเสริมสนับสนุนพวกเขาอย่างไรถ้าอยากกลับบ้านนอก

สูตรและคาถาที่ว่าในตอนต้นคงไม่ขลัง ไม่มีพลังหรืออิทธิฤทธิ์อะไรถ้าไม่มีฐานคิดที่หนักแน่น ลึก กว้าง และไกล คือวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

 

เห็นอ้าง “จีน” ก็น่าไปศึกษาดูว่า ผู้นำอย่างประธานเหมา, เติ้ง เสี่ยวผิง, สี จิ้นผิง มีฐานคิดที่หนักแน่นและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนอย่างไร ทั้งสามท่านคือจอมยุทธที่ศึกษาปรัชญามาร์กซิสม์และทุนนิยมมาอย่างถ่องแท้ ตามยุทธศาสตร์ซุนหวู่ รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

เมืองจีนไม่ได้ละเลยการศึกษาอักษรศาสตร์และสังคมศาสตร์ซึ่งมีทั้งปรัชญา ประวัติศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี  กฎหมาย และอื่นๆ ไม่เช่นนั้นจีนคงไม่สามารถยืนหยัดในยุทธวิธีประหลาดโลกด้วยแนวทาง “เศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม” (Socialist market Economy)

ถ้าจีนไม่มีฐานคิดที่มั่นคงแบบมาร์กซิสท์ ประยุกต์เป็นเหมาอิสม์ คงถูกทุนนิยมกลืนไปนานแล้ว

สังคมไทยขาดผู้นำทางปัญญาตั้งแต่ระดับชาติไปถึงระดับท้องถิ่น คิดอะไรแบบแยกส่วน และยิ่งจะวิกฤติหนักกว่าเดิมถ้าเน้นแต่เรื่องอาชีพเฉพาะทาง ไม่มีพื้นฐานทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับชีวิต สังคม โลก แค่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้

ความจริง การศึกษาไทยรับรูปแบบมาจากตะวันตกทั้งดุ้น แต่ไม่ได้รับทั้งหมด เลือกเอาที่ตนชอบ อาจเพราะไม่เข้าใจองค์รวมของการศึกษาดั้งเดิมของตะวันตก

ตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมา การศึกษาเป็นรูปสามเหลี่ยมแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนล่างเป็น “ปรัชญา” ส่วนกลางเป็น “อาชีวะ” และส่วนยอดเป็น “เทววิทยา”

การศึกษามีหน้าที่พัฒนาคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ คือ คิดเป็น ทำเป็น และมีคุณธรรม การจัดการเรียนก็เป็นแบบบูรณาการ ทุกคนต้องเรียน “ปรัชญา” เพื่อจะได้เข้าใจตนเอง วางเป้าหมายชีวิต เข้าใจโลก เข้าใจสังคม เข้าใจโลก  เรียน “อาชีพ” เพื่อมีทักษะในการทำงาน ไม่ว่างานส่วนตัว ส่วนรวม และเรียนเรื่องศาสนา เพื่อจะได้มีความเชื่อศรัทธา และมีคุณธรรม

อดีตนักเรียนไทยในยุโรปย่อมจำได้ว่า การเรียนกฎหมาย เรียนแพทย์ เรียนวิศวะ และวิชาชีพต่างๆ เขาเริ่มจากวิชาปรัชญา ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กๆ ในฝรั่งเศส เยอรมนี และหลายประเทศในยุโรปเรียนปรัชญามาตั้งแต่ระดับมัธยมแล้ว ทั้งประวัติปรัชญาและวิเคราะห์งานของนักปรัชญาที่ถือว่าเป็นวรรณกรรม บูรณาการกับวิชาภาษาและวรรณคดี วรรณกรรมวิจารณ์ ปรัชญาเป็นรากฐานชีวิต เหมือนการลงเสาเข็มให้บ้านเรือน

สังคมยุคใหม่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ใช้หุ่นยนต์แทนคน สังคมไทยกำลังจะสร้างคนไปแข่งกับหุ่นยนต์ถ้าหากว่าคนที่เราสร้างขึ้นมาคิดไม่เป็น ไม่มีคุณธรรม ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาไปเร็วมาก คนเหล่านี้จะตกงานในที่สุดเพราะคิดไม่เป็น พี่งตนเองไม่ได้ คุ้นเคยแต่รับคำสั่งเหมือนหุ่นยนต์

เห็นด้วยว่า การจัดการศึกษามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (และศาสตร์อื่นๆ ที่เป็นเรื่อง “อาชีพ”) ในบ้านเรา ส่วนใหญ่ยังจัดกันแบบโบราณอานาล็อค เรียนหนังสือ ท่องหนังสือไปสอบ แต่การปฏิรูปสังคมปฏิรูปการศึกษาถ้าเหมือนอาบน้ำเด็กก็ไม่ควร “เทเด็กทิ้งไปพร้อมกับน้ำในกะละมัง”

ถ้าหากยังจัดการศึกษากันอยู่เช่นนี้ คนเรียนแล้วตกงาน ที่สุดก็ไม่มีใครไปเรียน เป็นเรื่องอุปสงค์อุปทาน หรือรัฐจัดการศึกษาแบบ “คูปอง” ผู้เรียนเป็นผู้เลือกเรียน ที่ไหนมีคนเรียนมากที่นั่นก็จะได้การสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐมาก ที่ไหมจัดไม่ดี ไม่มีผู้เรียนก็จะปิดไปเอง เหมือนอุดมศึกษาเอกชน

ในทำนองเดียวกัน เรื่องเงินรายเดือนช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 300-500 บาท ทั้ง 11 ล้านคนพร้อมกับเงื่อนไขว่าต้องฝึกอาชีพด้วย

ถ้าหากยังคิดแบบเดิมๆ (mindset เก่า) ที่คิดว่าฝึกแล้วจะทำอะไรได้ไม่น่าจะใช่ เพราะที่ผ่านมามีการฝึกอาชีพเต็มไปหมด ทั้งกระทรวงเกษตร มหาดไทย ศึกษา (กศน.) แรงงาน อุตสาหกรรม และอื่นๆ

บทเรียนจากโครงการ “ต้นกล้าอาชีพ” บอกว่า ถ้าช่วยคนไม่เพียงแต่ให้มีทักษะอาชีพ แต่ได้ความรู้ ได้ปัญญา คิดเป็น วางเป้าหมาย มีแผนการเงิน แผนสุขภาพไปด้วย เงินที่ได้ก็จะมีคุณค่า เพราะปัญหาไม่ใช่เพราะจนเงินอย่างเดียว แต่จนปัญญามากกว่า

ถ้า “ชะตากรรมของชาติขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน” (ดิสราเอลี) ไม่ใช่ “จีดีพี” ก็อย่าปฏิรูปประเทศแบบเอาเงินนำหน้า ปัญญาตามหลังเลย เพราะจะพากันเข้าป่าเข้าดง เรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่โลกชื่นชม แต่เมืองไทยกลับ “ใกล้เกลือกินด่าง” 

Last modified on Thursday, 01 February 2018 08:46