phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Monday, 01 January 2018 08:28

ปีจอ ขอเขียนเรื่องหมา Featured

Rate this item
(0 votes)

www.phongphit.com

ตามบัตรประชาชนผมเป็นคนปีจอ แต่จริงๆ ผมเกิดปีกุน อายุตามบัตรจึงมากกว่าอายุจริง ๑ ปี มีบางคนบอกว่า ผมหน้าอ่อนกว่าวัย ก็ดีใจเล่นๆ ยังไงก็เป็นหนุ่มน้อย (ลง) อยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไป “ไม่มีใครลงไปในแม่น้ำสายเดียวได้สองครั้ง” เพราะน้ำไหลไปไม่กลับ

อยากเขียนเรื่องหมาในปีจอ ปีที่ ๑๑ ของนักษัตร ไม่ค่อยเข้าใจปีไทยปีจีนตามสุริยคติ เรื่องโหราศาสตร์ เรื่องปีชง (เพราะชงเป็นแต่กาแฟ) อยากเขียนอะไรเบาๆ ต้นปีจอ เผื่อปีนี้จะได้ไม่หนักเกินไป เห็นใครๆ บอกว่า “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง” อยากเริ่มต้นเบาๆ ครับ

ในหนังสือ “สอนลูกให้คิดเป็น” (พิมพ์ ๘ ครั้ง) ผมแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือ ๑๐ เล่ม ดูหนัง ๑๐ เรื่อง เพราะผมก็คงเหมือนพ่อหลายๆ คนที่สอนลูกตรงๆ ไม่ได้ ต้องอาศัย “กุโศลบาย” ถ้าเป็นสนุ๊กเก้อก็ต้องใช้ “บ๋อย” เพื่อช่วยไปดันอีกลูกลงหลุม

หนึ่งในหนังสือที่ผมแนะนำให้ลูกอ่าน คือ “นิกกับพิม” ประพันธ์โดย “ว.ณ ประมวญมารค” นามปากกาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต

นิกกับพิมเป็นชื่อหมาสองตัว นิกเป็นหมาพันธุ์บอ๊กเซอร์ตัวใหญ่ ส่วนนิกเป็นหมาพันธุ์พูเดิ้ลตัวเล็ก สีดำ ขนหยิก เป็นเพศผู้ทั้งสองตัว เป็นพ่อสื่อให้เจ้าของรักกัน แรกพบกันที่เมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เมื่อนิกต้องมาอยู่เมืองไทยกับนาย ก็เขียนจดหมายไปถึงพิมที่ยังอยู่เมืองนอก เล่าให้พิมฟังว่า สังคมหมาในไทยเป็นอย่างไร นิกเล่าเรื่องในหมู่บ้านที่ชัยภูมิว่า ต้องทำศึกชิงนาง (แด่น) อยู่บ่อยๆ “ฉันต้องต่อสู้กับไอ้ตูบ ไอ้ตาล ไอ้โกร่ง ไอ้ขาเป๋ และหมาหน้าวัดทั้งหลายไม่ต่ำกว่า 7 จนไอ้ตูบมีหูห้อยไปข้างหนึ่ง ไอ้โกร๋งขากะเผลก ไอ้ขาเป๋ขนร่วงกราว อีกตัวหนึ่งเลือดไหลแหมะๆ ส่วนฉันหนังที่ใต้คอถูกกัดวิ่นไปเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร อีกหน่อยมันก็คงเกิดใหม่”

 

คนไทยชอบซื้อหมาฝรั่งมาเลี้ยง ตัวเล็กๆ ขนาดยัดใส่กระเป๋าได้ ไปจนถึงโตเท่าลูกวัวอย่างพันธุ์เซ็นต์เบอร์นาร์ด ดุจนกัดคนกัดเจ้าของตายได้อย่างพันธุ์พิตบูลกับร็อตไวเลอร์ หรือที่ฉลาด น่าเกรงขามอย่างอัลเซเชียน ขโมยสมัครเล่นแค่ได้ยินเสียงเห่าก็เผ่นแล้ว สีดำยืนสง่าและน่ากลัวอย่างโดเบอร์แมน หรือสวยงามและเป็นมิตรกับใครๆ อย่างโกลเด้น รีทรีเวอร์  หน้าตาบู้บี้น่าเกลียดอย่างเจ้าบูลด็อก และอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเคยถามเพื่อนที่เชี่ยวชาญเรื่องหมาว่า ควรเลี้ยงหมาอะไรดี เพื่อนแนะนำหมาฝรั่ง อธิบายว่า หมาฝรั่งเลี้ยงง่าย สอนง่าย มีวินัย เชื่อฟัง หมาไทยเลี้ยงยาก เอาใจยาก ขี้โกง ชอบเที่ยว ขังไว้หลายวันในบ้าน มีกำแพงรั้วรอบขอบชิด วันหนึ่งพ่อก็ขุดดินออกไปเฉย ไปเที่ยวบางทีสองสามวันจึงกลับบ้าน ไปนอนไหน ทำใครท้องก็ไม่รู้ หมาไทยชอบมีเพื่อน ไปกันเป็นกลุ่มเป็นฝูง เห็นหมาแปลกหน้าต่างถิ่นมาก็จะรุม เรียกว่าหมาหมู่

เคยได้ยินครูฝึกหมาทางทีวีพูดเรื่องหมาว่า ทางราชการเอาหมาฝรั่งมาฝึกเพื่อจับโจรผู้ร้าย ยาเสพติด อาชญากรรม จนถึงสงคราม เพราะหมาฝรั่งมีความอดทนสูง มีวินัย ใจกล้าใจสู้กว่าหมาไทย เขาบอกว่า ความจริง หมาไทยก็ฉลาด เรียนรู้เร็วไม่แพ้หมาฝรั่ง แต่เรียนรู้อาทิตย์สองอาทิตย์ก็ลืมหมด

ผมเขียนในจดหมายถึงลูกว่า เมื่อค่ำวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๕ ความคิดเรื่องหมาไทยของพ่อก็เปลี่ยนไป เมื่อได้ฟังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) ทรงเล่าเรื่อง “ทองแดง” ทำให้รู้สึกว่า ที่ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับหมาไทยนั้นอคติเกินไป ไม่เป็นธรรมกับหมาไทย หมาไทยไม่ได้ “แย่ไปหมด” ขนาดนั้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่าเรื่องได้สนุกมาก เรื่องทองแดงกับลูกๆ ที่ทรงเรียกว่า “พันธุ์โรด” หรือ “หมาข้างถนน” (road แปลว่าถนน) เป็นหมาที่ฉลาด แสนรู้ เข้าใจภาษาคน ทำอะไรได้มากมายกว่าที่ใครๆ คิด ผมสอนลูกว่า ถ้าเรามีเมตตาต่อสัตว์ สัตว์ก็รู้สึกได้ รับรู้และตอบสนองได้ แต่โดยทั่วไปเรามักจะรุนแรงกับหมาไทย และดูจะเอาใจหมาฝรั่ง ประคบประหงมออกหน้าออกตา

คนไทยเราสองมาตรฐาน ชอบหมาฝรั่ง มีอคติกับหมาไทย ถ้าให้โอกาสหมาไทยได้เรียนรู้และเข้าใจมัน มันก็จะฉลาดและใช้งานได้ ในหลวงทรงเข้าพระทัยเรื่องนี้ถึงตรัสว่า การฝึกหมาไทยต้องเข้าใจว่าหมาไทยขี้เล่น สมาธิไม่ค่อยยาวเท่าไร ฝึกสักพักหนึ่งก็ให้เขามีเวลาพัก ได้เล่นกับเพื่อนๆ

แต่อย่างว่า หมาในวัฒนธรรมไทยดูจะต่ำต้อยด้อยค่า คนโกรธก็สบถออกมาว่าร้ายหมา “เลวเหมือนหมา” “เลวกว่าหมา” “ไอ้ชาติหมา” “ไอ้ลูกหมา” (ฝรั่งก็ด่าคล้ายกัน) (เคยมีหนังสือชื่อ “ผู้ชายเลวกว่าหมา ไม่ได้มากจากดาวอังคาร” ของนักเขียนสาวชาวไทย)

หนึ่งในเรื่องสั้นในหนังสือ “ฟ้าบ่กั้น” ของ “ลาว คำหอม” (คุณลุงคำสิงห์ ศรีนอก เขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ มีการแปลไปถึง ๑๒ ภาษา) มีเรื่องราวเกี่ยวกับหมาที่ชื่อ “สัมฤทธิ์” ของสองตายายที่ทำนาอยู่แถวทุ่งรังสิต นายห้างจากกรุงเทพฯ กับเพื่อนฝรั่งไปยิงนกตกปลาชอบเล่นกับเจ้าสัมฤทธิ์ วันหนึ่งเห็นว่าหมาไม่สบายเลยอาสาเอาไปรักษาในเมืองกรุง แต่นานหลายเดือนไม่เอากลับมาคืน สองตายายก็ถาม นายห้างบอกว่า เอาไปเข้าโรงเรียนสุนัขเพื่อให้เป็นอนามัยและฉลาด

เมื่อนายห้างเอาเจ้าสัมฤทธิ์กลับมาปรากฎว่า ไม่ยอมขึ้นจากเรือ ต้องบังคับอยู่นาน ถ้าเป็นคนก็ “ลืมบ้านที่เคยอยู่ ลืมอู่ที่เคยนอน” เอาข้าวให้กินก็ไม่กิน จะกินขนมปัง แล้วยังจะกัดยายที่เลี้ยงมันมาแต่เล็กจนโต เลยโดนไม้พายฟาดเอา สองตายายบ่นว่า เอาหมาแกไปเข้าโรงเรียนยังไงถึงเสียหมาหมด

ผมชื่นชอบเรื่องสั้นต่างๆ ของลาว คำหอมมากจริงๆ เรื่องสั้นของท่านไม่ใช่เรื่องเล่าธรรมดา แต่เป็นคำร้องทุกข์ จอมพลสฤษดิ์น่าจะรู้ว่า คุณลุงเขียนเสียดสีประชดประชันการเมือง ชื่อหมา “สัมฤทธิ์” พ้องกับคำว่า “สฤษดิ์” (แบบจงใจ) และที่สำคัญ การที่ไทยเรารับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาทั้งดุ้นแบบไม่แยกแยะ ทำให้เกิดปัญหา การศึกษาไทยทำให้เด็กไทยลืมรากเหง้าวัฒนธรรมของตนเอง

ขอส่งท้ายด้วยนิทานก่อนนอนที่เล่าให้ลูกสาวฟังตอนยังเล็ก เป็นนิทานที่ด้นเอง เรื่องเจ้าสามขา หมาไทยแสนซนแต่ฉลาด วันหนึ่งโดนรถทับขาข้างหนึ่ง จึงเดินสามขา แต่ความที่เป็นหมาฉลาด เฝ้าบ้าน ไล่หนูไล่งู ซื่อสัตย์กตัญญู แสนรู้ เจ้าของรัก จึงเป็นที่อิจฉาของหมาตัวอื่นในบ้าน รวมทั้งไปไส่ความให้เพื่อนๆ หมาข้างบ้านจนทำให้เป็นที่เกลียดชัง รวมหัวกันกลั่นแกล้งเจ้าสามขาต่างๆ นานา

แต่ไม่ว่าแกล้งยังไง ไม่รู้ว่าฉลาดหรือโชคช่วย เจ้าสามขาก็หลุดรอดมาได้ จนวันหนึ่งแก๊งนี้พากันขุดหลุมแล้วเอากิ่งไม้ใบไม้มาพราง ล่อให้เจ้าสามขาตกลงไปในหลุม ขึ้นมาไม่ได้  ขณะนั้นพอดีมีรถมาไล่จับหมาจรจัด แก๊งที่แกล้งเจ้าสามขาโดนจับไปแล่เนื้อเถือหนัง เจ้าสามขาอยู่ในหลุมหลบภัย จึงรอดตาย เรื่องจบแค่นั้น

วันหนึ่ง ลูกสาวคนเล็ก อายุ ๕-๖ ขวบของ ดร.สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ มาเล่นที่บ้าน ผมบอกน้องหงส์ว่า มีนิทานอะไรสนุกๆ เล่าให้ลุงฟังหน่อย น้องหงส์เล่าเรื่องเจ้าสามขา ผมก็ฟังอย่างตั้งใจ และก็แปลกใจมากเรื่องนี้มีตอนจบที่แตกต่างจากที่ผมเล่า น้องหงส์บอกว่า เมื่อแก๊งนั้นแกล้งเจ้าสามขาจนตกลงไปในหลุมแล้วก็รู้สึกเสียใจ พากันไปช่วยเจ้าสามขาขึ้นมา ขอโทษ แล้วก็เป็นเพื่อนดีต่อกัน

ผมฟังแล้วอึ้งไป ถามว่า ใครเล่าให้หนูฟัง หงส์บอกว่า พี่ขวัญ (ลูกสาวผม) พอดีขวัญเดินมา ผมถามว่า หนูเล่าเรื่องตอนจบแบบนี้หรือ ลูกตอบว่า ใช่ เพราะที่พ่อเล่านั้นมันโหดเกินไป เลยเปลี่ยนให้จบดี

ผมได้บทเรียนว่า คนเรายิ่งโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งสะสมความรุนแรงในสายเลือด ในอารมณ์ความรู้สึกจนกลายเป็นความชาชิน คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับเด็กไม่ใช่ธรรมดา เขายังเป็นชีวิตที่เยาว์วัยที่ละเอียดอ่อน อ่อนไหวต่ออะไรที่ร้ายแรง รุนแรง ซึ่งจะประทับลงไปใน “ใจ” เขา และมีผลเมื่อโตขึ้น

ปีจอ ขอให้เรามีเมตตาต่อสรรพสัตว์ มีเมตตาต่อกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อสรรพสิ่ง ใจเย็นลง ทำอะไรให้ช้าลงอีกนิดหนึ่ง slow life ผ่อนคลายให้มากขึ้น บรรยากาศรอบตัวเราจะได้ดีขึ้น โลกจะได้เย็นลง

สวัสดีปีใหม่ ขอให้สุขภาพดีและมีความสุขครับ

เสรี พงศ์พิศ  ๑ มกราคม ๒๕๖๑

Last modified on Wednesday, 10 January 2018 16:26