phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 24 January 2013 21:32

วินัยกับอำนาจ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 23 มกราคม 2556

     ประเด็นผมของนักเรียนกลายเป็นเรื่องถกเถียงในสังคมไทย ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ (ซึ่งเป็นผู้ใหญ่) ไม่เห็นด้วยที่ให้เด็กนักเรียนไม่ต้องตัดผมสั้นอย่างที่ทำกันมา เหตุผลที่อ้าง คือ การตัดผมสั้นเป็นการสร้างวินัยให้เด็ก

     แต่ก็แปลกที่เด็กไทยวันนี้ไม่เห็นมีวินัยอะไรนัก ทั้งๆ ที่ตัดผมสั้น หรือว่าเราสับสนระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา ระหว่างเปลือกนอกกับแก่นใน ระหว่างคุณค่ากับปรากฏการณ์ทางสังคม หรือว่าการตัดผมสั้นเป็นผลจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างครูกับนักเรียน

      ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะครูยังเห็นด้วยกับการลงโทษตีนักเรียน ยังเชื่อว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ตีเพราะรัก เพราะอยากให้ได้ดี ประเพณีที่ทำกันทั่วโลก แต่ในประเทศพัฒนาเขาเลิกไปนานแล้ว และมีกฎหมายห้ามตีหรือลงโทษนักเรียนด้วยความรุนแรงอีกด้วย

     สังคมด้อยพัฒนาใช้อำนาจมากกว่าความรู้ ใช้เงินมากกว่าปัญญา การพัฒนาจึงมีแต่รูปแบบภายนอก มีแต่ความทันสมัยแต่ไม่พัฒนา มีแต่การศึกษาและใบปริญญาเต็มไปหมด แต่ไม่มีความรู้

     การศึกษาที่มีแต่รูปแบบเช่นนี้ส่งเสริมการท่องจำ การเลียนแบบที่ไม่ใช่การเรียนรู้ ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่หรือความรู้มือหนึ่ง มีแต่ความรู้เก่าหรือความรู้มือสองของใครก็ไม่รู้ที่เขียนไว้ในตำรา

     การศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดีย่อมสอนให้คนตั้งคำถามมากกว่าหาคำตอบ ครูที่ดีสอนให้รู้จักวิธีการเรียนรู้และค้นหาความรู้มากกว่าถ่ายทอดความรู้ เพราะครูเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากมาย

     การถ่ายทอดความรู้ทำให้ครูกลายเป็นผู้รู้ ผู้ควบคุมความรู้ ผู้มีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ถ้านักเรียนตอบผิดไปจากที่ครูสอนก็ไม่ได้คะแนน  คะแนนกับการแข่งขันในระบบการศึกษาแบบนี้ทำให้ครูมีอำนาจ สามารถบันดาลให้คนได้คะแนน ให้ได้ให้ตก

     การศึกษาแบบนี้ไม่มีความรู้ใหม่เพราะไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีวิภาษวิธี ไม่มีการตั้งคำถาม เพราะนั่นอาจหมายถึงไม่เคารพครูบาอาจารย์  อาจทำให้เพื่อนๆ คิดว่าตนเองโง่ หรืออาจทำให้เพื่อนคิดว่าตนเองอวดเก่ง อวดฉลาด ครูในสังคมอำนาจไม่ชอบนักเรียนแบบนี้ นักเรียนก็ไม่กล้าพูดกล้าถาม กลัวจะไม่ได้คะแนน กลัวจะสอบตก  
ทัศนคติผิดๆ เหล่านี้ ไม่ได้มีการทำให้หมดไปในการปฏิรูปการศึกษา ด้วยปรัชญาและวิธีการจัดการศึกษาที่เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ใช่การศึกษาที่ครอบงำเด็ก สั่งการให้ทำตามที่ครูเห็นว่าถูกต้อง ตามกฎระเบียบที่ตั้งกันขึ้นมา

     การศึกษาที่เน้นแต่รูปแบบภายนอกเช่นนี้รักษาสถานะทางอำนาจ (status quo) ของครู ของผู้บริหารโรงเรียน ของเจ้าของสถานศึกษาไม่ว่ารัฐหรือเอกชน จึงไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยหลายแห่งก็ยังมีการเน้นเรื่องการแต่งกายให้เรียบร้อยอย่างละเอียด มีรูปนักศึกษาที่แต่งกายทั้งชายและหญิงติดไว้ที่ทางเข้ามหาวิทยาลัย มีรูปแบบเสื้อ กางเกง กระโปรง รองเท้า ไม่ได้ต่างไปจากโรงเรียนอนุบาล

      นักศึกษาเหล่านี้อายุมากกว่า 18 ปี จน 20 กว่าปี หลายคนเป็นผู้ใหญ่อายุ 30-40-50 ที่มาเรียน คนที่สังคมบอกว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่สถาบันการศึกษาทำให้พวกเขาเป็นเด็ก และอายุมากขนาดไหนก็เรียกพวกเขาว่า “เด็ก” แม้แต่อาจารย์ที่อายุแค่ 20 กว่าปี ยังเรียกนักศึกษาภาคพิเศษรุ่นพ่อว่า “เด็ก”

     นี่คือการศึกษาในสังคมด้อยพัฒนาที่เห็นนักเรียนนักศึกษาไม่ว่าอายุเท่าไรก็เป็น “เด็ก” การศึกษาที่เน้นรูปแบบ เน้นการใช้อำนาจ ไม่ได้เน้นที่คุณภาพการศึกษา ความรู้ความ
     
     สามารถของอาจารย์ ของนักศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม การศึกษาที่ก้าวข้ามเปลือกนอกอย่างการแต่งกาย ทรงผม

     สังคมด้อยพัฒนาใช้อำนาจในทุกภาคส่วนของสังคม ใช้อำนาจในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยเพราะง่ายกว่าการพัฒนาจิตสำนึก การปลูกฝังคุณค่า การปลูกฝังประชาธิปไตย เพราะผู้บริหารและครูบาอาจารย์รับไม่ได้ที่นักเรียนนักศึกษาลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะความคิดเห็นที่แย้งตน

     ครูและผู้ใหญ่ในสังคมยังแยกไม่ออกระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์กับการด่า เหมารวมเป็นอันเดียวกัน สังคมไทยยังแยกไม่ได้ระหว่างการแสดงความเห็นแตกต่างกับ “การเถียง”  เหมาเอาว่า ความเห็นแตกต่างเป็นการเถียงพ่อแม่ เถียงผู้ใหญ่ เถียงครูบาอาจารย์ จึงล้วนเป็นสิ่งไม่ดี 

     ถ้าสังคมไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามค่านิยมโบราณนี้ การศึกษาและประชาธิปไตยก็ไม่เกิด เพราะเราแยกไม่ออกระหว่างความคิดเห็นที่แตกต่างกับความแตกแยก  เราคิดว่า ถ้าไม่เป็นพวกตนก็เป็นศัตรูตน และเมื่อตนมีอำนาจก็พยายามให้ครอบงำคนอื่น ให้คนอื่นทำตามที่ตนเองคิด ตามระเบียบที่ตนเองกำหนดขึ้น

     เรื่องผมสั้นหรือผมยาว ชุดนักเรียนนักศึกษาหรือแต่งกายตามสะดวกยังจะเป็นประเด็นให้ถกเถียง และคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้คงยังต้องการให้มีอยู่ต่อไป เพราะนี่เป็นสังคมที่ใช้อำนาจ สังคมที่คนมีปืน มีเงิน มีตำแหน่งทางการเมืองการปกครองยังเป็นผู้กำหนดวิถีของผู้คน

     สังคมนี้ยังมีชนชั้น มีความเหลื่อมล้ำ มีต่ำสูง ไม่ใช่สังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน ยังเป็นสังคมด้อยพัฒนา ด้อยการศึกษา ด้อยปัญญา

Last modified on Thursday, 24 January 2013 22:19