phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 16 January 2013 16:43

พระผู้ก้าวข้าม Featured

Rate this item
(0 votes)

 สยามรัฐรายวัน 16 ม.ค. 2556

     ปลายปี 2555 มีข่าวเล็กๆ ที่คนทั่วไปคงไม่สนใจ หรืออ่านผ่านๆ เรื่องพระไพศาล วิสาโล ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในเวลาไล่เลี่ยกัน

     พระไพศาล วิสาโล เป็นชื่อที่คนในแวดวงวิชาการและทำงานเพื่อสังคมรู้จักดี ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ตำบลท่ามะไฟหวาน อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ มีคนไม่มากนักที่รู้จักประวัติของท่าน รวมทั้งภูมิหลังที่มาของบทบาทปัจจุบันของท่าน

     สถาบันอุดมศึกษาที่ถวายปริญญาท่านก็ไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้กับสังคมเท่าที่ควร จะได้อธิบายกับสังคมว่า ทำไมจึงถวายปริญญาให้พระรูปนี้ และมีบทเรียนอะไรที่ให้กับสังคมบ้าง เหมือนกับทุกองค์กรที่มอบรางวัลให้ใครสักคน ย่อมมีเหตุผลสำคัญของการมอบนั้น

     พระไพศาล วิสาโลเกิดและโตที่กรุงเทพฯ เรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ และจบเอกประวัติศาสตร์ที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมโดยเป็นอาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่มีชื่อว่า “กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม” (กศส.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2519

     “ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์” ทำงานในองค์กรนี้อยู่หลายปี ทางครอบครัวก็ไม่ค่อยพอใจนัก อยากให้ทำอะไรให้เป็นหลักเป็นฐาน มีความมั่นคงในชีวิต และพอดีเป็นช่วงเวลาที่มีความเครียด มีปัญหากับตัวเอง จึงตัดสินใจบวชเมื่อปี 2526 ตั้งใจจะบวชเพียง 3 เดือน แต่ก็บวชมาได้ 30 พรรษาแล้ว

     การทำงานเป็นอาสาสมัครในองค์กรเอ็นจีโออย่าง กศส. น่าจะมีผลอย่างสำคัญในการพัฒนาแนวคิดของ “ไพศาล วงศ์วรสิทธิ์” เพราะองค์กรนี้เกิดจากการเสวนาระหว่างผู้นำศาสนาและกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมที่พยายามหาทางแก้ไขปัญหาความแตกแยกและความรุนแรงในสังคมในขณะนั้น ซึ่งพระไพศาลได้เขียนไว้ในโอกาสครบ 10 ปีของ “กศส.” ว่า
     “ในเวลานั้นบรรยากาศแห่งความรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่ว มีการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจนและแข็งกร้าว ต่างแสดงอาการมุ่งร้ายต่อกันไม่แต่เฉพาะคำพูด หากยังทำร้ายกัน ถึงขั้นลอบสังหารฝ่ายที่เห็นแย้งกับรัฐบาลและสถาบันอันทรงอำนาจ สัญญาณรัฐประหารนั้นนองเลือดปรากฏชัดเจนขึ้นทุกที ก่อนหน้าวันแซยิด (อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์)ไม่กี่สัปดาห์ บุญสนอง บุณโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ก็ถูกลอบสังหาร ยังนักเรียน นักศึกษา ชาวนา ประชาชนอีกมากมายก็ถูกลอบฆ่าไล่เลี่ยกัน” คณะกรรมการใน กศส.ในยุคแรกนั้นประกอบด้วย อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ บิชอปบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ อาจารย์โคม อารียา คุณศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ ผมได้เข้าร่วมเป็นกรรมการในปี 2521 เมื่อกลับมาจากการศึกษาที่ต่างประเทศ และเป็นอาจารย์ประจำที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

     ในวันก่อตั้ง กศส. ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมของคณะผู้ร่วมก่อตั้งประมาณ 30 คน ขอยก 2 ข้อแรกของแถลงการณ์ดังกล่าว ซึ่งพระไพศาลได้อ้างถึงในข้อเขียนเดียวกัน แถลงการณ์บอกว่า


     “๑. โดยสภาพของบ้านเมืองในปัจจุบันกำลังอยู่ในสถานการณ์อันวิกฤต มีการแบ่งคนอยู่สองฝ่าย ทั้งฝ่ายซ้ายจัดและขวาจัด ที่ประชุมนี้มีมติว่า ศาสนจักรไม่ควรทำตนไปเข้ากับฝ่ายใด ไม่ควรก่อให้เกิดการแตกแยกกันเป็นซ้ายเป็นขวา ในวงการศาสนา แต่ควรหาทางสมานไมตรีควรเห็นแก่คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เป็นซ้ายไม่เป็นขวา แต่กำลังตกอยู่ในสงครามจิตวิทยาอันนี้ ซ้ายก็ไม่ใช่คำตอบ ขวาก็ไม่ใช่คำตอบ คำตอบคือการลดความอยุติธรรม ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างคนมีอำนาจและคนไร้อำนาจ ซึ่งอาจลดลงได้ด้วยวิถีทางอันเป็นอหิงสธรรม


     ๒. ที่ประชุมนี้ขอเสนอให้ผู้นำทางศาสนาประณามการฆ่าฟัน ประหัตประหารกันในทุกกรณี กับเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางจับกุมผู้ร้ายให้ได้”


     ที่สุด ไม่ถึง 7 เดือนหลังจากนั้น รัฐประหารซึ่งแถลงการณ์ดังกล่าวได้เตือนไว้ล่วงหน้าก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ความรุนแรง การทำร้าย การฆ่า การเผา การแขวนคอ และภาพสะเทือนขวัญสะเทือนใจคนไทยทั้งชาติก็เกิดขึ้น ภาพที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของสังคมไทย


     คนที่ไม่ถูกฆ่าก็ถูกจับกุมคุมขัง ภาพนักศึกษานับพันที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ที่ถูกให้ถอดเสื้อผ้านักศึกษากว่า 3,000 คน ถูกขัง กศส.คงเป็นองค์กรประชาชนองค์กรเดียวที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ ลุกขึ้นมาออกแถลงการณ์ขอให้ปล่อยนักศึกษา และคืนความสงบสู่สังคม คืนเสรีภาพให้ประชาชน


     ในข้อเขียน “ไปพ้นจาก “พวกเรา”” ซึ่งพระไพศาลได้เขียนตามคำขอของผมเพื่อรวมเล่มชื่อ “พี่น้องเดียวพี่น้องกัน” ในโอกาสทำบุญ 100 วันการจากไปของพ่อแม่ของผมเมื่อปี 2543 ท่านเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า


     “การคลายยึดติดในตัวตน หรือลด “ตัวกูของกู” ให้น้อยลง นอกจากจะช่วยให้เราทุกข์น้อยลง เป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรต่างๆ ในชีวิตแล้ว ยังช่วยเปิดใจเราให้กว้างและใส่ใจเราในทุกข์สุขของสรรพชีวิตอย่างไม่แบ่งแยก เอื้อให้เกิดความรักและความปรารถนาดีอย่างไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ หรือสถานะใดๆ ทั้งสิ้น”


     “เมื่อเราเลิกติดกับยี่ห้อที่เรียกว่า “ชาติ” เราจะพบว่า แวดวงของ “พวกเรา” นั้นขยายกว้างออกไปจนสามารถครอบคลุมคนทั้งโลก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราไม่ยึดติดกับยี่ห้อที่เรียกว่า “มนุษยชาติ” เราจะรู้สึกเลยว่า “พวกเรา” นั้น ขยายกว้างรวมไปถึงสัตว์ พืช และธรรมชาติทั่วทั้งโลก”

 

Last modified on Thursday, 24 January 2013 22:11