phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 15 January 2013 09:38

ปีใหม่ สังคมไทยขาดอะไร Featured

Rate this item
(0 votes)

คนไทยไม่เคยฉลองวันเกิด มาฉลองเอาตอนที่เริ่มคบกับฝรั่ง ถึงร้องเพลงแฮปปี เบิร์ทเดย์ ทู ยู เป็นกันทุกคน เดิมทีวันเกิดของคนไทย คือ วันปีใหม่ ไม่ว่าปีใหม่ไทยหรือปีใหม่สากล เป็น “วันเกิดรวม” หรือวันเกิดร่วมกันทางสังคม เพราะมิติทางสังคมแยกไม่ออกจากความเป็นปัจเจกเหมือนทุกวันนี้

     ปีใหม่หรือสงกรานต์จึงสำคัญสำหรับคนไทย โดยเฉพาะคนชนบท ที่ต้องกลับบ้าน ไปกราบพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เข้าวัด ทำบุญ ไปคารวะผู้ใหญ่ ผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิต ให้ความช่วยเหลือ ไปขอพร ไปสืบชะตา ขอต่อชีวิต ขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไป “ชาร์ตไฟ” ให้กลับมามีพลัง

     วันเกิดแบบไทยๆ จึงเป็นวันรวมญาติ วันฉลองของครอบครัว ของชุมชน ฟื้นฟูความสัมพันธ์ ความเป็นพี่เป็นน้อง หลายคนพบกันปีหนึ่งครั้งเดียวก็ตอนไปฉลองปีใหม่นี่เอง ซึ่งก็ยังดีที่มีโอกาสได้พบพี่พบน้อง พบเพื่อนฝูงที่เคยเติบโตด้วยกัน ไปโรงเรียนด้วยกัน

     สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมทันสมัย แต่ไม่ได้พัฒนาในด้านต่างๆอย่างสมดุล ทันสมัยเพราะใช้ไอโฟน เพราะใช้รถยนต์ที่ออกกันปีละเป็นแสนเป็นล้านคัน เพราะมีบ้านติดแอร์เย็น แต่เป็นสังคมนิรนาม ที่ไม่มีใครรู้จักใคร ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเดิน ต่างคนต่างทุกข์ ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันเหมือนในอดีต

 

     ถนนในกรุงเทพฯ ถนนทั่วประเทศ มีแต่นิรนาม ไม่มีใครรู้จักใคร เครียดหนักๆ แค่บีบแตรก็ลงไม้ลงมือหรือถึงกับฆ่ากันได้ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

     สังคมออนไลน์เป็นสังคมนิรนาม มีแต่บัตรสนเท่ห์ มีแต่ข้อความที่รุนแรงแสดงความเห็นแบบดิบๆ ด่ากันด้วยภาษาป่าเถื่อน ไม่ต้องลงชื่อจริง นามสกุลจริง ไม่มีใครรู้ว่าใครเขียน ใครส่ง แม้ทางปฏิบัติ ถ้าหากเกิดปัญหาจริงก็สามารถสืบสาวได้

     สังคมไทยวันนี้เหมือนคืนวันผีออกหรือฮัลโลวีน ที่ฝรั่งแต่งแฟนซีสวมหน้ากาก ไปงานเลี้ยง ไปเต้นรำ ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นใคร เป็นสังคมที่บอกว่าหลอกผี แต่ที่แท้ก็ทำตัวเป็นผีหลอกกันเอง

     สังคมไทยเป็นสังคมเก็บกด และระเบิดออกมาเป็นความรุนแรงเหมือนภูเขาไฟที่ปะทุเป็นครั้งคราว ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ฆ่ากันตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาถึงวันนี้ ลองนึกถึงประชาชนคนที่ถูกฆ่าจากเผด็จการทหารตำรวจและอำนาจรัฐ การต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งในป่า ในชนบท ในเมือง

     มาจนถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภาทมิฬ และที่เผาบ้านเผาเมืองกัน ฆ่ากันในระยะ 5-6 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการฆ่ากันรายวันที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงเป็นรองแค่อัฟกานิสถานกับอิรัก

     แล้วเราก็ยังหลงคิดว่า คนไทยรักสงบ เป็นสยามเมืองยิ้ม ความจริงเป็นยิ้มที่อมทุกข์ หวานอมขมกลืน ยิ้มที่ซ่อนอารมณ์ ซ่อนความรู้สึกนึกคิดไว้อย่างแยบยล จนเมื่อไรเก็บไม่ได้ ทนไม่ได้ก็ระบายออกมารุนแรง เหมือนแมวสองบุคลิก เซื่องๆ เงียบๆ แต่ถึงเวลาก็รุนแรงและโหดร้ายได้อย่างน่ากลัว

     สังคมไทยขาดความรู้ ขาดปัญญาเพราะไม่ใช่สังคมเรียนรู้ สังคมที่ไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา พยายามปฏิรูปการศึกษา แต่ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาสาระและกระบวนการ

     ประเทศที่เคยอยู่ระดับเดียวกับไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างเกาหลี ไต้หวัน พัฒนาก้าวหน้าไปไกลกว่าไทยจนไม่เห็นฝุ่น เพราะเขาให้ความสำคัญกับการศึกษา หรือมาเลเซียเพื่อนบ้านที่นายกรัฐมนตรีต้องผ่านการเป็นรัฐมนตรีศึกษาและรองนายกฯ มาก่อน หรือเวียดนามที่กำลังแซงหน้าไทย ก็ทุ่มเทงบประมาณเพื่อการศึกษากว่าที่ผ่านมาเป็นร้อยเท่า

     การไม่เรียนรู้ทำให้คนได้แต่เลียนแบบ ชาวบ้านทำอะไรตามๆ กัน ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ไม่มีความรู้ความเข้าใจแบบแยกแยะเชื่อมโยง ได้ยินได้ฟังอะไรกรอกหูทุกวันก็เชื่อ กลายเป็นมวลชนบอดที่ถูกเขาครอบงำ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง

     คนไม่มีความรู้จะถูกคนอื่นครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย ตรงกันข้าม คนมีความรู้ ปกครองง่าย แต่ครอบงำยาก และกดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย (วิลเลียม เบลค)

     เมื่อขาดความรู้ก็พลอยขาดปัญญา เพราะปัญญามาจากการเรียนรู้และนำสู่การปฏิบัติจนสรุปเป็นหลักการในการดำเนินชีวิต คนไม่มีความรู้รับแต่ข้อมูลที่เขาบิดเบือน ตัดต่อให้เกิดเป็นความรู้ความเข้าใจผิดๆ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อล้างสมอง คนมีความรู้และปัญญารู้จักคิดและเป็นตัวของตัวเอง

     สังคมไทยขาดเมตตา คำว่าเมตตาที่มาจากมิตร ไมตรี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สังคมไทยถูกทุนนิยมและสังคมบริโภคกัดกินจนกร่อน สอนให้คนแข่งขันเพื่อเอาชนะคนอื่นไม่ว่าด้วยวิธีใด สอนให้คนคิดถึงผลสำเร็จที่ได้มาด้วยวิธีใดก็ได้ไม่ว่าดีหรือเลว
ที่สังคมไทยขาดเมตตา เพราะขาดสติ สับสนในเรื่องคุณค่า เรื่องคุณธรรม ความถูกผิด ความดีงาม จนตอบแบบหน้าตาเฉยว่า โกงก็ได้ ขอให้ตนได้รับประโยชน์ด้วยเท่านั้น

     เพราะขาดคุณธรรม ขาดเมตตา จึงคิดถึงแต่ตัวเอง วันเกิดก็รอการแสดงความยินดี รอของขวัญงานเลี้ยง แทนที่จะคิดไปให้ความสุขกับคนที่ขาดแคลน ขาดโอกาส เจ็บป่วย พิการ

     สิ่งที่ขาดในสังคมไทยทั้งหมดสะท้อนออกมาชัดเจนในระบบโครงสร้างของสังคม ดูผู้แทนราษฎรก็รู้ว่า คนไทยเป็นคนเช่นไร ขาดอะไร ถึงได้เลือกคนแบบนั้นจำนวนมากเข้าสภา

     คนดีๆ มีอยู่ทั้งในสภาและในทุกภาคส่วน ปีใหม่นี้ มาร่วมผนึกพลังกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งเกิดอยู่แล้ว เป็นอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่สมบูรณ์เหมือนอุดมคติ เพราะ “ขอบฟ้ามิได้อยู่ที่สุดสายตา แต่อยู่ทุกย่างก้าวที่เราเดิน” (ปาสกัล)

 

Last modified on Thursday, 24 January 2013 22:11