phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 15 January 2013 09:34

ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ Featured

Rate this item
(1 Vote)

 

สยามรัฐรายวัน 26 ธ.ค. 2555 

         สังคมวันนี้มีเรื่องแปลกแต่จริงอยู่มาก ยิ่งมีถนนหนทาง เครื่องมือสื่อสาร การไปมาหาสู่ ทั้งรวดเร็ว สะดวกสบาย แต่คนก็ยิ่งห่างเหินจากกัน อยู่อย่างโดดเดี่ยว คนรุ่นใหม่ใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงเพื่อสื่อสารกับคนไม่กี่คน วันหนึ่งส่ง message กันเป็นพันครั้งก็มี ไม่สนใจใยดีกับคนรอบข้าง

          ยิ่งมีเครื่องสร้างความสุขสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ ทั้งดนตรี หนัง ละคร คาราโอเกะ แต่ดูเหมือนไม่มียุคไหนที่คนจะเหงา เครียด บ้า และฆ่าตัวตายเท่าวันนี้

 

          เศรษฐกิจโตทุกปี ปีละ 5 เปอร์เซนต์ บางประเทศปีละ 10 เปอร์เซนต์ แต่คนก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มขึ้นปีละ 5 ปีละ 10 ตามเงินในกระเป๋า กลับเป็นทุกข์มากขึ้น

          ยิ่งมีอาหารการกิน ขนม เครื่องดื่มสารพัดอย่าง มีทุกที่ทุกแห่งทุกเวลา “หิวก็แวะมา” เป็นยุคที่คนอายุยืนกว่าสมัยก่อน แต่ดูเหมือนจะไม่มียุคไหนที่คนป่วยไข้ด้วยโรคสารพัดเท่าวันนี้

          ปัญหาสุขภาพวันนี้คงมาจากความขัดแย้งที่แปลกประหลาดเหล่านี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและสัมพันธ์กันหมด กินยาหาหมออย่างเดียวจึงแก้ไม่ได้ ต้องแก้แบบรอบด้าน แบบองค์รวม แบบบูรณาการ แก้ทั้งองคาพยพ ศัพท์ใหญ่ๆ ในตระกูลเดียวกัน ซึ่งหมายถึงระบบที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน แบบเด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว

          ที่สำคัญ ความขัดแย้งในชีวิตและสังคมทำให้เกิดความไม่สมดุล ทำให้ระบบชีวิตล่ม เพราะลึกๆ แล้วคนวันนี้เจ็บป่วยทางจิตวิญญาณ หรือขาดภูมิคุ้มกันทางจิตวิญญาณ (spiritual deficiency syndrome)

          ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพแปลว่าทุกภาคส่วนต้องผนึกพลัง (synergy) เพื่อฟื้นฟูชีวิตให้กลับมาสู่ความสมดุล ลดความข้ดแย้ง ความเข็บป่วยก็จะทุเลาเบาบาง

พูดง่ายแต่ทำยาก จะลงมือปฏิบัติทำกันอย่างไรมากกว่า เพราะส่วนใหญ่มักได้แต่พูด หรือได้แต่เซ็น ตั้งคณะกรรมการ อนุกรรมการเต็มไปหมด แต่ไม่เกิดอะไรในทางปฏิบัติ

          มีน้อยนโยบายที่ใส่ใจสุขภาพ มีมากนโยบายทีเป็นอันตรายหรือทำลายสุขภาพ จะวิเคราะห์ให้รู้ให้เห็นและแก้ปัญหานโยบายเลวๆ เหล่านี้ได้อย่างไร

          เวทีสมัชชาสุขภาพตามพื้นที่ ตามประเด็นต่างๆ หรือในระดับชาติ ก็สามารถตรวจสอบ ต่อต้านนโยบายเลวๆ ส่งเสริมนโยบายดีๆ ได้  แต่ถ้าผนึกพลังกับสถาบันอย่างพระปกเกล้า สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งรัฐเองมีเป็น 100 แห่ง ใช้เงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ก็จะได้ผลมากยิ่งขึ้น

          การทำให้สุขภาพอยู่ในทุกนโยบาย ทุกภาคส่วน ทุกองค์กรหน่วยงาน ทุกชุมชน น่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าหากมี 3 อย่าง คือ มี ๑)วิสัยทัศน์แบบองค์รวมหรือบูรณาการ (Holistic vision) ไม่คิดแบบแยกส่วน  ทำเป็นเรื่องๆ ช่วยกันสร้างสะพานมากกว่าสร้างกำแพง ร่วมมือกันมากกว่าสร้างอาณาจักรของตนเอง

          ๒.) มียุทธศาสตร์ร่วม (common strategy) มีการผนึกพลังอย่างมีแบบแผน ทำให้เกิดผลทวีคูณ ผนึกแผน ผนึกกำลังคน กำลังทรัพยากร ไม่ใช่มาประชุมแล้วกลับไปต่างคนต่างทำเหมือนเดิม

          ๓) มีเจตจำนงทางการเมือง (political will) ถ้ามีเจตจำนงทางการเมืองจริง คนไทยจะต้องมีอาหารการกินที่ปลอดภัยมากกว่านี้ มีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ เป็นอันตรายน้อยกว่านี้ มีพลังงานทางเลือกมากมายที่เป็นพลังงานสะอาดอย่างแสงอาทิตย์  ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายเอาไว้สวยงามแต่ทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ

เมื่อไม่มีเจตจำนงทางการเมือง ไม่มีนโยบาย ไม่มีแรงจูงใจจากการส่งเสริม เราก็จะได้อาหารเจือสารพิษแต่หลอกว่าปลอดสารกันต่อไป เราใช้พลังงานสกปรกกันต่อไป สกปรกทั้งเพราะพิษทางอากาศ สกปรกเพราะการโกงกินแบบถูกกฏหมาย ไม่อายฟ้าอายดิน

แต่สุดท้าย นโยบายที่ดีเริ่มที่ตัวเราเอง เริ่มที่บ้าน เริ่มที่ชุมชน ยาดีที่สุดคืออาหาร โรงพยาบาลดีที่สุดคือครัว หมอดีที่สุดคือตัวเราเอง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลของการทำงานด้านสุขภาพแบบ “สร้างนำซ่อม” หรือการสร้างสุขภาวะแบบองค์รวมในหลายสิบปีที่ผ่านมา

          คนไทยเราโชคดีที่มีดิน มีน้ำ มีแดด ปัจจัยสำคัญในการผลิตอาหารและพลังงาน คนจำนวนมากเริ่มจัดการชีวิตของตนเอง ไม่ฝากผีฝากไข้ไว้กับรัฐหรือรัฐบาล เพราะคงฝากไม่ได้ จึงอยู่และสู้กันแบบ “ลอดรัฐ” “ข้ามรัฐ” เพื่อให้รอดและพอเพียงได้ในวันที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว แต่รัฐเองตามไม่ทัน

วันนี้จึงไม่ได้มีแต่บุคคลและครอบครัวที่จัดการตนเอง แต่มีชุมชน มีหมู่บ้านตำบลที่ลุกขึ้นมาเขียนธรรมนูญสุขภาพ ธรรมนูญชีวิต และเริ่มแพร่กระจายไปทั่วทุกภาค มีธรรมนูญประชาชนคนอำนาจเจริญนำร่องในระดับจังหวัด และกำลังเกิดเป็นรูปร่างในอีกหลายจังหวัด ไม่นานคงครอบคลุมทั้งประเทศ

ธรรมนูญชีวิต คือการกำหนดเป้าหมาย กำหนดกฏเกณฑ์การดำเนินชีวิต อยู่อย่างมีเป้าหมาย มีแบบมีแผน มีแผนที่ชีวิต มีเข็มทิศชุมชน

          ทั้งหมดนี้ คือ เจตจำนงใหม่ของประชาชนที่อยากมี “สุขภาวะ” ที่ดี สุขภาวะที่ไม่ได้เป็นแต่เพียงสุขภาพดีเพราะไม่มีโรค แต่เพราะสามารถจัดการชีวิต กำหนดชีวิตของตนเองได้ พึ่งตนเองและมีความสุข

ท้ายที่สุด จิ๊กซอตัวเล็กๆ เหล่านี้ต่างหากที่จะผนึกพลังกันเข้า ผลักดันให้เกิดนโยบายที่ดี นโยบายจากล่างขึ้นบน ส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยที่แท้จริง

(บทความนี้ปรับจากปาฐกถาปิดสมัชชาสุขภาถแห่งชาติ 20-12-12)

 

Last modified on Wednesday, 16 January 2013 23:16