phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 03 August 2014 17:09

ภูมิปัญญากับสำนึกท้องถิ่น Featured

Rate this item
(1 Vote)

สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ 1 สิงหาคม 2557

การสรุปบทเรียนความล้มเหลวของการพัฒนาทำให้พวกเราปรับกระบวนทัศน์พัฒนาใหม่ ปรับวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า รวมไปถึงปรับฐานการมองโลกความเป็นจริง หรือโลกทัศน์ชีวทัศน์ทั้งหมด

                เราต้องหาทางกำจัดวาทกรรมการพัฒนา “โง่ จน เจ็บ” ไม่ใช่ด้วยวาทกรรมใหม่ที่อาจเป็นเพียงการโต้เถียงทางวิชาการจนถูกประณามว่าเป็นการสำเร็จความไคร่ทางความคิด (intellectual masturbation) แต่ด้วยการกระทำที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้ ทำให้เห็นว่า ชาวบ้านไม่ได้โง่ แต่ถูกทำให้โง่ หรือทำให้เชื่อว่าตนเองโง่ ไม่ได้จน ไม่ได้เจ็บ แต่ถูกทำให้เป็นเช่นนั้น หรือทำให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น

                คนจนไม่ได้โง่ จน เจ็บ มาแต่เกิด แต่การครอบงำทางวัฒนธรรมทำให้พวกเขาเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น พวกเขาขาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองต่างหาก เพราะถ้าหากมีโอกาส พวกเขาอาจเก่งกว่า ดีกว่า และทำอะไรได้มากมายกว่าหลายคนที่ได้โอกาสมากกว่า

                การครอบงำทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า hegemony ตามแนวคิดของกรัมชี่นั้นแยบยลแต่รุนแรง เพราะมันมีพลังสกัดการต่อต้านของชุมชนได้เป็นอย่างดี คนเราถ้าถูกดูถูกดูหมิ่นว่าโง่บ่อยๆ ได้ยินทุกวัน วันละหลายครั้ง ไม่นานก็จะเริ่มเชื่อว่าตนเองโง่จริง เริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเอง หมดความภูมิใจในตัวเอง เริ่มดูถูกตัวเองไปด้วย และนี่คือสถานการณ์ของชาวบ้านจำนวนมาก

 

                วิธีที่เราพยายามหาทางลบล้างวาทกรรม โง่ จน เจ็บ คือ การลงไปศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเชื่อเป็นไว้ก่อนว่า ชาวบ้านมีภูมิปัญญา และพวกเราเองก็เป็นผลผลิตของภูมิปัญญา ถ้าพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราไม่มีภูมิปัญญา เราไม่น่าจะได้เกิดมา ไม่น่าจะอยู่รอด เติบโตมาเป็นผู้เป็นคนมาจนถึงวันนี้

                เราเชื่อไว้ก่อนว่า ชุมชนมีภูมิปัญญา มีภูมิหลัง มีประวัติศาสตร์ที่เป็นจิตสำนึกของชุมชม ทำให้ชุมชนอยู่รอดมาได้ ถ้าไม่มีภูมิปัญญา ชุมชนน่าจะล่มสลายไปนานแล้ว เพราะมีปัญหาร้อยแปด ทั้งภัยจากธรรมชาติ ภัยสังคม โรคภัยไข้เจ็บ จึงควรไปศึกษาว่า พวกเขาอยู่รอดมาได้อย่างไร

                การเริ่มต้นศึกษาเรื่องภูมิปัญญาจึงต้องมาจาก “ศรัทธาในพลังชุมชน” ชื่อหนังสือรวมบทความและความคิดของบำรุง บุญปัญญา ผู้ให้ฐานคิดสำคัญคนหนึ่งของขบวนการพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน

                จำได้ว่า พวกเรากลุ่มหนึ่งนัดกันไปอุบลฯ ไปพบพ่อปรีชา พิณทอง หรือ ดร.ปรีชา พิณทอง อดีตเปรียญ 9 ประโยค ผู้เชียงชาญด้านวรรณกรรมและวัฒนธรรมอีสาน เขียนหนังสือ เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมายหลายสิบเล่ม เราไปพบท่านที่บ้านที่เป็นสำนักพิมพ์ด้วยที่ถนนชยางกูร เพื่อขอความรู้และคำแนะนำการศึกษาเรื่องราวของอีสานจากท่าน

                จากนั้นไปที่วัดธาตุพนม ไปกราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสในขณะนั้น คือ พระเทพโมลี ท่านเป็นปราชญ์อีสานที่รอบรู้เรื่องประวัติศาสตร์ล้านช้าง ประวัติศาสตร์อีสานเป็นอย่างดี มีห้องสมุดใหญ่ที่วัด มีหนังสือมากมาย เราไปกราบขอคำแนะนำจากท่าน

                พระเทพโมลีเพิ่งเดินทางกลับจากสวนโมกข์ ท่านอวดหนังสือกองใหญ่ที่ได้มาจากที่นั่น แต่เราก็แปลกใจที่เห็นท่านต้อนรับชายหนุ่มสี่ห้าคนที่มากราบท่านด้วยการหยิบกระบอกฉีดน้ำพรมผ้าก่อนรีด ท่านใส่น้ำมนต์ ยกขึ้นฉีดกระหม่อมหนุ่มๆ เหล่านั้น ทุกคนเงยหน้าขึ้นและคลานเข้าไปรับเหรียญจากท่าน มีคนหนึ่งที่หงายหลังผึ่ง พักเดียวเมื่อคนอื่นออกไปแล้ว หนุ่มคนนั้นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมา คลานไปกราบและรับเหรียญจากท่านเจ้าคุณ

                ผมถามท่านว่า เกิดอะไรขึ้น ท่านบอกว่าคงโดนผีทำมั้ง ท่านบอกให้ไปหาแม่ชีด้านหลัง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นที่พำนักของแม่ชีเอ็กซเรย์ ผู้มองเห็นอะไรที่คนธรรมดามองไม่เห็น หลวงพ่อบอกอีกว่า หลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปกครองเมืองลาว ผีฟากโน้นข้ามมาฟากนี้กันหมด พระเณรเห็นกันบ่อยๆ

                การที่พวกเราเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาโดยการไปค้นหาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเพราะพบว่า เรามีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกันน้อยมาก เรารู้แต่ว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นใคร อาณาจักรสุโขทัยใครก่อตั้ง แต่เราไม่รู้ว่าหมู่บ้านเราเป็นมาอย่างไร เราจึงมีแต่สำนึกชาติ ไม่มีสำนึกชุมชน ไม่รักถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ภูมิใจในพ่อแม่บรรพบุรุษของตน อายที่จะบอกใครว่ามาจากบ้านนอกบ้านไหน

                อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภาบอกว่า "ชุมชนอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เนื่องจากถูกทำลายความจำ ความรู้เรื่องไทยที่ผ่านมาเป็นแง่มุมของรัฐ ประวัติศาสตร์ของชุมชนไม่ปรากฏ ชุมชนถูกลืมไป"

               อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์บอกว่า "ประวัติศาสตร์หรือสำนึกเกี่ยวกับอดีตเป็นเครื่องมือครอบงำของอำนาจเสมอ จะอธิบายอดีตอย่างไร จึงทำให้ผู้คนปัจจุบันรู้สึก คิด ยึดถือ ชื่นชม รังเกียจ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรตามที่อำนาจอยากให้เป็น" และยังบอกอีกว่า "เราจะทำให้ปัจจุบันเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสำนึกเกี่ยวกับอดีตของเราอย่างไร"

                เมื่อเราเข้าไปในชุมชน เราจึงไม่ได้เริ่มต้นแบบเดิมๆ คือ การไปถามปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน แต่ไปเรียนรู้เรื่องชุมชนพร้อมกับชาวบ้าน ไปถามว่าชุมชนนี้เป็นมาอย่างไร ใครก่อตั้ง เกิดอะไรขึ้นในระยะ 40-50 ปีที่ผ่านมา ทำไมคนถึงจน ไม่มีข้าวกิน มีหนี้มีสินมากมายอย่างนี้

                ความจริง เวลาไปคุยกับชาวบ้านจริงๆ ก็คงไม่ได้ออกมาแบบนี้ ผมไปที่ไหนก็จะถามหาคนเฒ่าคนแก่ที่อายุมากที่สุด หรือคนที่เป็นเฒ่าแก่ของหมู่บ้าน เป็นเสาเป็นหลัก เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ แล้วก็จะไปสนทนาด้วย ถามไถ่ความเป็นมาของหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ก็จะเล่าเรื่องราวในอดีตด้วยความสุขสนุกสนาน ยิ่งไกลเสียงหัวเราะก็ยิ่งดัง แต่ยิ่งใกล้เข้ามาถึงปัจจุบันเพียงใด เสียงหัวเราะก็ค่อยๆ หายไป

                ถามคนเฒ่าคนแก่เหล่านั้นว่า ถ้าอดีตสนุกสนานอย่างนั้น และปัจจุบันเครียดและมีปัญหาอย่างนี้ กลับไปอยู่แบบเดิมในอดีตเอาไหม ไม่มีใครเอาด้วยสักคน ชีวิตวันนี้แม้มีปัญหา แต่ก็สะดวกสบายกว่าชีวิตในอดีตมากนัก มีไฟฟ้า น้ำประปา มีเตาแก๊ส มีพัดลม ทีวี ตู้เย็น มีอาหารการกินที่หาซื้อได้จากตลาด ไม่ต้องลำบากไปหาเช้ากินค่ำแบบเมื่อก่อน ไม่ต้องตักน้ำตำข้าว

                ประเด็นของเราไม่ใช่การไปเรียกร้องให้ชาวบ้านกลับไปอยู่กับอดีต แต่ไปช่วยพวกเขาให้เรียนรู้จากอดีต จากคุณค่าดีๆ ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายได้สร้างไว้และถ่ายทอดมา ไม่ใช่เพียงแค่โหยหาอดีตโดยไม่ได้สืบทอดสิ่งดีๆ ในวิถีชีวิตปัจจุบัน ชีวิตที่ถูกคนอื่นกำหนดให้เกือบหมด เป็นชีวิตที่ถูกตัดขาดจากอดีต เพราะเป็นปัจจุบันที่ไม่มีราก

                คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย

Last modified on Friday, 15 August 2014 20:31