phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 30 July 2014 16:51

แก้หนี้ไม่ได้ ปฏิรูปไม่เกิด Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 30 กรกฎาคม 2557

หนี้คือเครื่องบ่งชี้สถานภาพของสังคม วันนี้หนี้เสียหนี้เน่าในระบบนอกระบบเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง และเกี่ยวโยงไปถึงเศรษฐกิจสังคมของประเทศโดยรวม คนเป็นหนี้แบบไม่มีทางออกก็เป็นทุกข์ กินไม่ได้นอนไม่หลับ สุขภาพเสื่อมโทรม เจ็บป่วย ทำงานหนักสายตัวแทบขาดก็ยังหาเงินได้ไม่พอเพื่อจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ ดอกเบี้ยที่เบ่งบานเป็นดินพอกหางหมู และค่าใช้จ่ายประจำวันที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น

                เมื่อรายได้ที่หมู่บ้านไม่พอก็ออกไปหาเงินที่กรุงทพฯ ต่างที่ต่างถิ่นต่างประเทศ ไม่มีทางจริงๆ ก็ขายที่ขายทางใช้หนี้แล้วก็อพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น ถิ่นอื่น ในเมือง ในชุมชนแออัด หรือบุกรุกเบิกถางพื้นที่ใหม่ในที่ห่างไกลในป่า ก็คงไม่ต้องบอกว่าป่าอะไร

                ที่ยังดิ้นรนอยู่ที่บ้านหรือในเมือง ยังคิดว่าพอจะมีทางออก ทำมาค้าขาย เช่น แม่ค้าในตลาด ก็ไปกู้ยืมเงินนอกระบบ ดอกเบี้ยเท่าไรพูดไปแล้วขนลุก ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เมื่อคนเราจนตรอก เท่าไรก็ต้องยอม หวังว่าจะถูกหวยบ้าง หวังว่าจะมีใครมาช่วยด้วยโครงการแบบประชานิยม เพราะเห็นผลทันตาดี

                ปัญหาหนี้สินเป็นปัญหาโครงสร้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไม่เท่าเทียมทางโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนา ปัญหายุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาประเทศ แต่การแก้ไขปัญหาโครงสร้างคงต้องใช้เวลา คสช.คงไม่อาจเนรมิตสังคมไทยให้มีความสุขได้ทันทีทันใด

 

                สังคมไทยป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้สิ่งที่คสช.ให้ได้ก็คงเป็นมอร์ฟินสำหรับบรรเทาอาการปวดคนเป็นมะเร็ง ซึ่งหากจะแก้กันจริงๆ ก็ต้องอาศัยทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและแผนไทย อาจต้องกินยา ผ่าตัด ฉายแสง ให้คีโม และผู้ป่วยคงต้องดูแลตัวเองด้วยการกินการอยู่ที่เหมาะสม เพื่อฟื้นฟูสุขภาพให้กลับมา  เป็นมะเร็งใช่ว่าจะตาย ถ้าแก้ไขอย่างเหมาะสมก็หายได้

                คนที่เป็นหนี้สินวันนี้ คงไม่ต้องนั่งรอให้ คสช.มาแก้ไข จัดการกับมาเฟียหนี้นอกระบบ ซึ่งก็กำลังทำอยู่แม้ยังไม่ทั่วถึง แต่แน่ใจหรือว่า ถ้าแก้มาเฟียพวกนี้แล้ว หนี้สินจะหมด จะไม่ไปกู้ใครต่อใครอีก และถ้าทางรัฐบาลจัดให้กู้ในระบบได้ง่ายขึ้นก็อาจเป็นหนี้มากกว่าเดิม และมีปัญหามากกว่าเดิม

                ทางที่ดี แต่ละคน แต่ละครอบครัวต้องเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างทันทีเพื่อแก้ปัญหาให้กับตัวเอง แบบ “จุดเทียนขึ้นมาสักเล่ม ดีกว่านั่งด่าความมืด” อย่างภาษิตจีนว่า

                จุดเทียนที่ว่า คือ การเริ่มต้นออม อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงบอกว่า ก็เพลงเก่าๆ เอามาร้องใหม่อีกแล้ว ก็ถูกต้อง ถ้าเพลงเก่ามันเพราะมันดีก็ควรร้องใหม่ได้ เพลงคลาสสิกฟังกันมาเป็นร้อยๆ ปี เล่นกันมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้งก็ยังเพราะ

                ประเทศเยอรมนีและประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ถูก “ลงโทษ” หนักจากผู้ชนะ แต่โลกก็แปลกใจว่า สองชาตินี้ฟื้นขึ้นมาเป็นอัศจรรย์เศรษฐกิจโลกเพียงสิบกว่าปีหลังสงครามได้อย่างไร คำตอบหนึ่งก็คือ คนสองชาตินี้มีวินัยสูงมาก เมื่อแพ้สงครามก็หันมาฟื้นฟูตนเอง พวกเขาไม่ได้รอให้รัฐบาลใหม่หรือรัฐบาลที่พันธมิตรตั้งขึ้นชั่วคราวเป็นผู้แก้ปัญหาให้ แต่พวกเขาลงมือออม ออม และออม

                การออมอย่างเป็นระบบระเบียบ สม่ำเสมอ แสดงออกถึงวินัยชีวิต วินัยการเงิน นอกจากออมส่วนตัวในสถาบันการเงินแล้ว ยังออมในสหกรณ์ ในกลุ่มออมทรัยพ์รูปบบต่างๆ ทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน ไว้ใจกัน เงินน้อยที่ออมก็กลายเป็นเงินมาก ก้อนเล็กรวมกันก็กลายเป็นก้อนใหญ่ รวมกันทั้งประเทศกลายเป็นเงินออมก้อนมหึมา นำพาประเทศทั้งสองออกจากวิกฤต ลุกขึ้นมาเดินหน้าอย่างสง่าได้อีก

                คอนราด อเดเนาว์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีคนแรกหลังสงครามโลก ผู้มากอบกู้ฟื้นฟูเยอรมัน เป็นคนที่มีคุณธรรมสูงมาก อดออม และนำประเทศให้รู้จักการออม และสร้างระบบสวัสดิการ ระบบบำเน็จบำนาญจนมีการนำไปใช้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก  เขาพิสูจน์ว่า อดอยากยากแค้นเพียงใดก็ออมได้ถ้าเข้าใจ

                ทุกๆ ปีคนเยอรมันที่เป็นคาทอลิก ออมเพียง 40 วันก่อนเทศกาลอิสเตอร์ แต่เนื่องจากมีวินัย มีการจัดการดี ออมกันทุกชุมชน ทุกวัด ทุกโรงเรียน ทุกองค์กร หน่วยงาน และทุกครอบครัวที่อาสาออมโดยมีจุดมุ่งหมายนำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ปรากฎว่า ทุกปีพวกเขาออมเงินได้กว่า 4,000 ล้านบาท รัฐบาลสมทบอีกเท่าตัว จึงมีเงิน 8,000 ล้านบาทเพื่อนำไปช่วยเหลือพัฒนาประเทศต่างๆ

                มูฮัมหมัด ยูนุส ศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ ผู้ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง แต่ก่อตั้งกรามีนแบ้งค์ ธนาคารเพื่อคนจนที่ไม่มีเครดิตไปกู้เงินธนาคารทั่วไป กว่าร้อยละ 95 ของสมาชิกเป็นสตรี ท่านได้รับรางวัลโนเบล ไม่ใช่สาขาเศรษฐศาสตร์ แต่สาขาสันติภาพ เพราะไม่ได้ทำเพียงแต่การออม แต่สร้างวินัยชีวิต วินัยอาชีพ วินัยการเงิน วินัยสุขภาพ เป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ ทำให้คนมีความสุข

                ครูชบ ยอดแก้ว คุณครูนักพัฒนาจากหมู่บ้านถึงระดับชาติ ได้ตั้ง “กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เพื่อพัฒนาครบวงจรชีวิต” ในโรงเรียนวัดน้ำขาว ที่จะนะ สงขลา เมื่อ 30 ปีเศษมาแล้ว ไม่ใช่เพียงเพื่อออมเงิน แต่เพื่อสร้างวินัยชีวิต สร้างประชาธิปไตยในโรงเรียน สร้างคนให้มีคุณธรรม จนพระอาจารย์สุบิน ปณีโต ไปขอวิชา นำมาเผยแพร่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ครูชบโมเดลได้เกือบทั้งจังหวัดตราด

                พระครูพิพัฒนโชติ หรือพระอาจารย์ทอง เจ้าอาวาสวัดดอน วัดดอยเต่าที่หาดใหญ่ สงขลา ทำ “ธนาคารชีวิต” มาได้ 30 ปีแล้ว ออมวันละบาท คนออมไม่ได้ดอก คนกู้เสียดอก แล้วนำไปพัฒนาชุมชน วันนี้มีเงินกว่า 10 ล้านบาท มีสมาชิกกว่าพันคน ช่วยเหลือคนได้มาก ที่สำคัญ ทำให้คนมาพบกันทุกเดือน ได้แบ่งเบาความทุกข์ และช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เพียงมาออมเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือเท่านั้น

                มีตัวอย่างอีกมากมายทั้งในและต่างประเทศ ไม่ต้องไปคิดใหม่ แต่ไปเรียนรู้และนำมาประยุกต์ เผยแพร่และส่งเสริมเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้สังคมไทย ถ้าต้องการปฏิรูปจริง ไม่มีทางอื่น

Last modified on Monday, 04 August 2014 19:34