phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 27 July 2014 14:34

วัฒนธรรมชุมชน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐสัปดาวิจารณ์  25 กรกฎาคม 2557

ผมไปร่วมงานพัฒนาชุมชนกับองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ปี 2521 ในยุคนั้นมีองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เรียกกันว่า NGO อยู่ไม่กี่องค์กร ที่รู้จักกันดีก็มูลนิธิบูรณชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเกิดจากแนวคิดของ ดร.เจมส์ วาย ซี เยน นักคิดนักปฏิบัตินักพัฒนาชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพไปอยู่ไต้หวันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อตั้งขบวนการฟื้นฟูบูรณะชนบท ขยายไปยังฟิลิปปินส์ แล้วมาที่ประเทศไทย

                สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนาและสภาคริสตจักรเป็นอีกสององค์กรที่ทำงานพัฒนาสังคม มีการประสานงานกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการจัดการประชุมสัมมนาร่วมกันบ่อยๆ  

                เมื่อปี 2524 สภาคาทอลิกฯ จัดให้มีการสัมมนาเรื่องวัฒนธรรมกับการพัฒนาชุมชนขึ้นที่สวางคนิวาส เชิญนักวิชาการ นักพัฒนา ผู้นำชุมชน มาร่วมด้วยกว่าร้อยคน จำได้ดีว่ามีอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา อาจารย์สุริชัย หวั่นแก้ว จากจุฬาฯ อาจารย์บัณฑร อ่อนดำ จากธรรมศาสตร์ คุณบำรุง บุญปัญญา และนักพัฒนาอีกหลายคนที่ออกมาจากมูลนิธิบูรณชนบทฯ รวมทั้งผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ซึ่งอยู่ในช่วงเปลี่ยนวิถีชีวิต

                การสัมมนาครั้งนั้นนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมไทยก็ว่าได้ เพราะทำให้คนกลุ่มหนึ่งที่คลุกคลีอยู่กับการพัฒนาชุมชนกลับมาคิดทบทวนถึงแนวทางที่ทำอยู่อย่างถึงรากถึงโคน ประเมินและวิพากษ์ตนเองว่า ที่ทำอยู่นั้นได้ผลจริงหรือ ผิดพลาดล้มเหลวเพราะอะไร

 

                เวทีย่อยหลังจากนั้นเป็นการพบกันระหว่างนักพัฒนาเอกชนหลักๆ จากสภาคาทอลิกฯ อย่างคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร และนักพัฒนาของมูลนิธิบูรณชนบทฯ อย่างคุณบำรุง บุญปัญญา คนทำงานในหน่วยงานเหล่านี้มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยกัน มีสุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ วิชิต นันทสุวรรณ สมพจน์ สมบูรณ์ มานพ อุดมเดช สุภาพร พงศ์พฤกษ์ เป็นต้น

                ผมได้ร่วมในกระบวนการเรียนรู้นี้ ซึ่งสรุปได้ด้วยคำถาม 25 ข้อ ที่เราถามตัวเองและหาคำตอบ เป็นคำถามที่ทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจได้แจ่มแจ้งว่า แท้ที่จริงแล้ว เราไม่ได้เข้าใจชุมชน เราไม่ได้เข้าใจความรู้สึกนึกคิด ไม่ได้เข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา ไม่ได้เข้าใจทุนและทรัพยากรท้องถิ่นที่พวกเขามี ไม่ได้เข้าใจภูมิปัญญาของพวกเขา  เราไม่ได้เข้าใจวิถีและวัฒนธรรมของชุมชน

                ที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชนได้วิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการว่าไปครอบงำชาวบ้าน ไปทำงานแบบ top-down หรือแบบสั่งการ ทำให้ชาวบ้านอ่อนแอ พึ่งตนเองไม่ได้ แต่คำถาม 25 ข้อ ทำให้เอ็นจีโออย่างพวกเรายอมรับว่า ตัวเองก็ผิดพลาดล้มเหลวพอๆ กัน ไปครอบงำชาวบ้านเหมือนกัน แต่ด้วยวิธีที่แนบเนียนกว่า ไปกินไปนอนในหมู่บ้าน ทำตัวเป็นลูกหลานชาวบ้าน แต่เอาเข้าจริงก็ยังคิดว่าตนเองรู้ดีกว่าชาวบ้าน ยังไปบอกไปสอนชาวบ้านว่าให้คิดอย่างไร ให้ทำอย่างไร ยังเชื่อว่าตนเองเหนือกว่าชาวบ้าน เพราะเรียนมาสูงกว่า จบมหาวิทยาลัย

                แท้ที่จริง การที่ชาวบ้าน “ครับผม” กับเราไม่ได้แปลว่าพวกเขาเห็นด้วยเสมอไป แต่เพราะเราไปพร้อมกับโครงการ งบประมาณต่างหาก ด้วยเหตุนี้ โครงการต่างๆ จึงล้มเหลว เงินหมดก็ทำโครงการใหม่ ผู้นำชาวบ้านหลายคนกลายเป็นนักล่าโครงการ ปรากฏการณ์ที่ยังเห็นได้ถึงทุกวันนี้

                คำถาม 25 ข้อ ตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็ก แปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เป็นแนวทางสำรวจตัวเองที่ทำให้เรากลับไปตั้งหลักใหม่ เพื่อจะได้เดินหน้าให้ถูกทิศถูกทาง

                ความจริง ฐานคิดเรื่องวัฒนธรรมชุมชนมีมานานก่อนหน้านั้น โดยคุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร อาจารย์กาญจนา แก้วเทพ รวมทั้งไพศาล วงศ์วรสิทธิ์ (ต่อมา คือ พระไพศาล วิสาโล) และอีกบางคนที่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรสิทธิฯ ที่ไปฝึกอบรม จำไม่ได้ว่านานเท่าใดที่ปารีส ที่ INODEP  (Ecumenical Institute for the Development of Peoples) องค์กรระหว่างศาสนาเพื่อการพัฒนา

                องค์กรนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ก่อกำเนิดมาจากเปาโล แฟรร์ (Paolo Freire) กูรูด้านการศึกษากับการพัฒนาชาวบราซิล เขาเป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมามีผู้นำสำคัญอย่างฟิลิป พรังแชตต์ ชาวมอรีเชียสและสิทธัตถะ ชาวอินเดีย ทั้งสองคนนี้เคยมานำการฝึกอบรมให้นักพัฒนาเอกชนในเมืองไทย เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการฝึกอบรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง  การค้นหาศักยภาพของตนเอง รู้จักตนเอง

                เครื่องมือวิเคราะห์สังคมของสถาบันนี้เป็นแนวมาร์กซิสต์  ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงของสังคม แต่กระนั้น สถาบันนี้ก็มิได้เห็นด้วยกับมาร์กซ์ทั้งหมด เพราะมักจบลงด้วยการใช้ความรุนแรง สถาบันนี้เห็นด้วยกับอันโตนิโอ กรัมชี มาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนมากกว่าที่โต้แย้งมาร์กซ์ว่า การครอบงำทางวัฒนธรรมต่างหากที่หนักหนาสาหัส ที่เรียกกันว่า hegemony ที่ครอบงำอย่างแนบเนียน โดยคนที่ถูกครอบงำไม่รู้ตัวและยอมรับโดยไม่ต่อต้านโต้เถียง

                หนังสือ Pedagogy of the Oppressed ของเปาโล แฟรร์ แปลเป็นไทยว่า การศึกษาของผู้ถูกกดขี่ เป็นหนังสือต้องห้ามและถูกเผาที่สนามหลวงหลัง 6 ตุลาฯ เป็นฐานคิดสำคัญของสถาบันนี้ และของการศึกษาเพื่อความเป็นไท ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกวันนี้

            เปาโล แฟรร์ คือ ผู้ที่บอกว่า “ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง ไม่มีใครไม่รู้อะไรเลย มีแต่ผู้รู้บางอย่างและไม่รู้บางอย่าง” ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้จึงควรเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่ผู้รู้ไปสอนผู้ไม่รู้ ไม่มีคนฉลาดและคนโง่ แต่มีคนที่ถูกทำให้โง่ หรือถูกทำให้คิดว่าตนเองโง่จนกระทั่งเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ อันนี้เป็นข้อสรุปจากการครอบงำทางวัฒนธรรม (hegemony เคยแปลว่า ลัทธิครองความเป็นเจ้า วันนี้แปลกันว่า อำนาจนำ)

                วัฒนธรรมชุมชนได้กลายเป็นฐานคิดใหม่ของกระบวนการพัฒนาชุมชนในสังคมไทย อย่างน้อยแกนนำทางด้านนี้ในองค์กรพัฒนาเอกชนเชื่อเช่นนี้และลงมือปฏิบัติ โดยเน้นการเรียนรู้ของชุมชนในการค้นหารากเหง้าของตนเอง พัฒนาจิตสำนึกใหม่ เน้นการเรียนรู้ การวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลง การวิจัยแบบที่ประชาชนไม่ใช่ผู้ถูกวิจัย แต่เป็นผู้ร่วมวิจัย การพัฒนาที่ประชาชนไม่ใช่ผู้ถูกพัฒนา แต่เป็นผู้ร่วมการพัฒนาในฐานะที่เป็น subject ผู้กระทำ ไม่ใช่ object ผู้ถูกกระทำ

                มีนักวิชาการที่มีความเห็นแย้งและวิจารณ์ว่า คนที่ใช้แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนเป็นพวกชุมชนนิยม โหยหาสวรรค์หาย อยากกลับไปหาอดีต  ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกวิจารณ์ในทำนองนี้ในเวทีสัมมนาไทยศึกษาระหว่างประเทศ และในประเทศ โดยไม่เคยตอบโต้ ได้แต่พยายามเรียนรู้และหาคำตอบมาเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ เชื่อว่า วันหนึ่งคำตอบอาจปรากฏขึ้นมาเองโดยไม่ต้องตอบก็เป็นได้

Last modified on Monday, 04 August 2014 19:35