phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 23 July 2014 21:05

มวยไทยสร้างวินัยสร้างชาติ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 23 กรกฎาคม 2557

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักกีฬากับโค้ช การวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่พุ่งไปที่นักกีฬาที่ไม่มีวินัย และกระทบคนไทยทั่วไปว่า เป็นคนไม่มีวินัย ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้  คสช. กำลังพยายามจัดระเบียบสังคม ทำให้คนมีวินัยมากขึ้น

                ความจริง คนไทยมีวินัยได้ถ้ามีการฝึกฝน ถ้ามีการจัดการที่ดี อย่างกรณีมวยไทยที่อยากเขียนถึงวันนี้ เป็นกรณีตัวอย่างของเครื่องมือการฝึกฝนคนให้มีวินัย มวยไทยมีคุณค่าและความหมายมาก อยากให้คนไทยหันมาเรียนมาฝึกมวยไทยกันให้มาก หาก คสช.เห็นความสำคัญ ส่งเสริม ก็จะไปได้เร็ว

                จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ มวยไทยเป็นอะไรที่พ่อแม่คนชั้นกลาง คนมีเงินไม่ค่อยสนใจให้ลูกไปฝึกไปเรียน เพราะภาพลักษณ์ของมวยไทยเป็นภาพของความรุนแรง เป็นเรื่องของคนที่เอาร่างกายและความเจ็บปวดไปแลกกับเงิน เพราะเป็นคนจน คนบ้านนอก ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

                มวยไทยที่รู้กันตอนนั้นเป็นมวยที่ต่อยกันบนเวที ตั้งแต่งานวัดไปจนถึงราชดำเนินลุมพินี เป็นมวยตู้ที่ดูกันตอนแรกก็เสาร์อาทิตย์ ต่อมาก็ดูถ่ายทอดสดกันเกือบทุกวัน เป็นการพนัน เป็นธุรกิจ เป็นแหล่งมั่วสุม อบายมุข และเป็นอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ดีเอาเสียเลย

 

                มีค่ายมวยไทยในต่างประเทศหลายหมื่นค่าย บางข้อมูลบอกว่ามี 2 หมื่น บางคนบอกว่า 5-6 หมื่น เอาเป็นว่ามากก็แล้วกัน และยิ่งมีการต่อสู้แบบผสม (MMA Mixed Martial Arts) หรือการจัดการแข่งขันการการต่อสู้แบบรุนแรงสุดขั้ว (UFC Ultimate Fighting Championship) หรือรายการอื่นๆ อย่าง K1 ที่โด่งดัง ก็ทำให้มวยไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับไปทั่วโลกในด้านความรุนแรง โหด และมีประสิทธิภาพ

                ภาพมวยไทยในสายตาของต่างชาติจึงยังเป็นเรื่องการต่อสู้ที่รุงแรงไปถึงโหดร้ายมากกว่าเป็นศิลปะป้องกันตัว ยังเป็นธุรกิจมากกว่าการกีฬา ยังจำกัดอยู่ในแวดวงของคนที่ชอบการต่อสู้โหดๆ สุดขั้วเท่านั้น

                เมื่อก่อนนี้มีแต่ข่าวการตื่นตัวเรื่องมวยไทยในต่างประเทศ แต่ก็เป็นเรื่องของนักมวย โดยเฉพาะฝรั่งตัวใหญ่ๆ ที่มาฝึกมวยไทย หัดใช้อาวุธที่พวกเขาไม่คุ้นเคย อย่างศอก เท้า เข่า พร้อมกับแม่ไม้มวยไทย และหลายคนก็ทำได้ไม่แพ้คนไทย กลายเป็นแชมป์มวยไทยระดับโลกไปก็มี

สักประมาณสิบกว่าปีมานี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในบ้านเรา มีการเสนอหลักสูตรปริญญาตรี โท เอก มวยไทยเข้ามหาวิทยาลัย มีคนมาเรียนเพื่อนำไปฝึกไปสอนไม่ใช่ในค่ายมวยอย่างเดียว แต่ในโรงเรียน ในสถานศึกษา ในฟิตเนส ศูนย์สุขภาพ ศูนย์การค้า และมีการตั้งค่ายมวยไทยฝึกสอนในฐานะศิลปะป้องกันตัว เพื่อสุขภาพ เพื่อการแสดง

                มีคนเรียนมวยไทยกันมาก ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ผู้หญิง ผู้ใหญ่ มีการนำมวยไทยไปใช้ในการออกกำลังกาย การเต้นแอโรบิก การประยุกต์มวยไทยให้คนทุกเพศทุกวัยได้ใช้เพื่อการออกกำลังกายและป้องกันตัว ที่กรุงเทพฯ มียิมหรือค่ายมวยที่เปิดสอนมวยไทยเช่นนี้หลายร้อยยิม และเกิดใหม่ไม่ยอมหยุด

                ก่อนนี้มีแต่ครูมวยและนักมวยไทยดังๆในอดีตที่หันมาเปิดค่ายมวยสำหรับคนทั่วไป ทำได้ดี หลายคนต้องขยายไปหลายสาขา วันนี้มาดารา มีคนดัง นักธุรกิจที่เริ่มหันมาเปิดยิม เปิดที่ฝึกสอนมวยไทย

                อาจารย์วิชิต ชี้เชิญ เป็นผู้บุกเบิกสำคัญคนหนึ่ง ทำมวยไทยไปเผยแพร่ตามสถานศึกษา โรงเรียน สถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ ฝึกสอนให้ใช้มวยไทยในการป้องกันตัว การออกกำลังกาย และในการแสดงเป็นกลุ่มเป็นร้อยคนพันคนเต็มสนาม ที่เรียกกันว่า นาฎมวยไทย เพื่อประกอบงานพิธีประจำอำเภอ จังหวัด อย่างการเปิดปิดการแข่งขันกีฬา การเปิดปิดงานเทศกาลต่างๆ

                มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง โดยการบุกเบิกและการนำของ ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ เปิดการเรียนการสอนมวยไทยถึงระดับปริญญาเอกหลายปีแล้ว เป็นหลักสูตรที่ไม่ได้มุ่งเน้นแต่เรื่องเทคนิกการต่อสู้ แต่สอนเรื่องปรัชญามวยไทย คุณค่าและความหมายของศิลปะที่เป็นมรดกภูมิปัญญาของไทยด้วย

                มวยไทยเป็นศิลปะป้องกันตัว ไม่ใช่เครื่องมือเพื่อไปข่มเหงทำร้ายคนอื่น มวยไทยไม่ได้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีด้อยไปกว่าศิลปะป้องกันตัวอย่าง กังฟู ยูโด คาราเต้ เทควนโด ที่มวยไทยดูเหมือนด้อยกว่าเป็นเพราะภาพลักษณ์ที่เราไปสร้างให้มวยไทยอย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นต่างหาก

                มวยจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เรียกกันได้เต็มปากว่า ศิลปะป้องกันตัว เพราะเขาเน้นตรงนั้นจริงๆ และเขามี “ปรัชญา” กำกับตลอดเวลา เขาให้คุณค่าและความหมายแก่ศิลปะของเขาว่าเป็นอะไรมากไปกว่าเพียงแต่เทคนิกการเตะต่อย แต่เป็นการแสดงออกถึงตัวตนทั้งหมดของคนคนหนึ่ง หมายถึงทั้งร่างกายและจิตใจ

นั่นคือ จิตวิญญาณหรือสปีริตของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ที่ใช้เป็นเครื่องมือฝึกฝนคนทั้งร่างกายและจิตใจ  ฝึกสมาธิ ฝึกวินัย ฝึกคุณธรรม เป็นเครื่องมือการสร้างคน พัฒนาคนจริงๆ

เข้าใจมวยจีนเช่นนี้ เราจึงเห็นพระที่วัดเส้าหลินฝึกฝนจนเลื่องลือ และพัฒนาท่ามวยต่างๆ จนกลายเป็นสำนักมวยจีนที่มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบัน พระท่านไม่ได้ฝึกมวยเพื่อไปต่อยตีกับใคร แต่ฝึกฝนให้แข็งแกร่งทั้งร่ายกายและจิตใจ มีความกล้าหาญและความเชื่อมั่นในตัวเอง มีอันตรายมาปัญหาเกิดก็สามารถป้องกันตนเองและแก้ไขได้ ไม่ใช่เพียงแต่การใช้มวย แต่ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง สมาธิที่แรงกล้า หาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ในสารคดีที่เกี่ยวกับการฝึกสอนเด็กที่วัดเส้าหลิน อาจารย์ผู้สอนบอกว่า เด็กต้องฝึกฝนเรื่องการมีวินัยและคุณธรรมไปพร้อมกัน โดยไม่ได้แยกเป็นเรื่องๆ อย่างๆ แต่กลมกลืนอยู่ในการฝึกฝนทุกกระบวนท่าภายนอก และการฝึกกำลังภายใน การฝึกให้คนมีสติ มีสมาธิ มีคุณธรรม มีน้ำใจ มีเมตตา ความกล้าหาญ มีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ช่วยเหลือปกป้องผู้ที่อ่อนแอและต้องการความช่วยเหลือ

ถ้าสถานศึกษาบ้านเราให้ความสำคัญกับการฝึกฝนมวยไทยอย่างเข้าใจคุณค่าและความหมายจริงๆ เด็กไทยจะเป็นคนมีวินัย มีความเข้มแข็ง มีคุณธรรม มีเมตตา ให้อภัย ไม่ยกพวกตีกันอย่างที่ยังเห็นอยู่วันนี้

Last modified on Monday, 04 August 2014 20:16