phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 09 July 2014 09:26

ระบบราชการ vs ระบบการศึกษา Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน  9 กรกฎาคม 2557

คุณหมอประเวศ วะสี เสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่สำเร็จเพราะเหตุผลหลายประการ ประการหนึ่ง คือ ระบบราชการ ท่านบอกว่า ข้าราชการจะต้องปรับบทบาทหน้าที่ของตนเองใหม่

“ระบบราชการ คือ การควบคุม แต่ระบบการศึกษา คือ ความงอกงาม เติบโต หลากหลาย เมื่อเราจัดระบบการศึกษาใส่ระบบราชการก็เหมือนจัดต้นไม้บนกระถางบอนไซ การศึกษาต้องออกจากกระถางบอนไซ จะต้องเติบโตขึ้นด้วยความหลากหลายตามธรรมชาติ  การศึกษาที่ดีต้องตอบความสุข ความชื่นชม ความงอกงาม”

ในอดีต การศึกษาอยู่ในวัด อยู่ในครอบครัว อยู่ในชุมชน ในชีวิตจริง ในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป การศึกษาออกจากวัดไปอยู่ในกระทรวง ไปอยู่กับระบบราชการ สังคมไทยกลายเป็นสังคมไม่เรียนรู้ เป็นสังคมท่องหนังสือ แข่งขันกับสอบ อยู่ได้ด้วยกฎระเบียบ คุณหมอประเวศบอกว่า

“สังคมไทยอ่อนแอทางปัญญา มีความรู้น้อย ใช้ระบบอำนาจเป็นใหญ่เนื่องจากขาดความรู้ เช่น ระบบราชการ คือ ตัวแทนขององค์กรเชิงอำนาจ   มีแต่เน้นกฎหมาย ระเบียบ การสั่งการและการควบคุม ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะสังคมไทยปัจจุบันมีปัญหาที่ซับซ้อนและยากต่อการแก้ไขมากขึ้น”

 

ท่านเสนอว่า การปฏิรูปการศึกษาต้อง  “เปลี่ยนฐานการเรียนรู้ จากการท่องหนังสือไปสู่การเรียนรู้จากชีวิตจริง ปฏิบัติจริง การศึกษาในรอบร้อยปีเศษที่ผ่านมา มีฐานการเรียนรู้จากตำรา ทำให้ไม่เข้าใจความจริงของชีวิต ความจริงของประเทศไทย ทำงานไม่เป็น จัดการไม่เป็น ไม่มีทางเป็นผู้นำ ทำให้ประเทศ อ่อนแอทุกทาง ควรเปลี่ยนฐานการเรียนรู้มาเป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ตำราเป็นตัวประกอบ ถ้าเปลี่ยนตรงนี้ได้ ประเทศจะเข้มแข็งขึ้นทุก ๆ ทาง”

                การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาล้มเหลวเพราะยังคิดยังทำอยู่ในกรอบความคิดชุดเดิม หรือที่เรียกกันให้เต็มที่ว่า “กระบวนทัศน์เก่า” ซึ่งแปลว่า “วิธคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง” ถ้าไม่เปลี่ยนทั้งชุดก็คงไม่มีการปฏิรูปการศึกษา อาจมีแต่เหล้าเก่าในขวดใหม่ เวียนว่ายตายเกิดในความล้มเหลวของระบบสังคมที่ไม่มีฐานความรู้ มีแต่ฐานอำนาจและเงิน

          แนวคิดของคุณหมอประเวศแปรออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในเอกสารที่สรุปแนวทางปฏิรูปสังคมไทยที่คุณหมอประเวศ วะสี และคุณอานันท์ ปันยารชุนเป็นประธานใน 2 คณะ ซึ่งอาจสรุปบางส่วนที่ว่าด้วยการปฏิรูปการศึกษาดังนี้

“การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาจังหวัด การเพิ่มอำนาจบริหารจัดการให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาโดยสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างฐานโรงเรียนกับฐานชุมชน สนับสนุนบทบาทของภาคเอกชนในการจัดการการศึกษา ปรับปรุงมาตรการการคลังและวิธีจัดสรรงบประมาณทางการศึกษา ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและทุนทางสังคมวัฒนธรรมของท้องถิ่น เป็นต้น

“ให้องค์กรอิสระต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาและการเรียนรู้ ประสานและสนับสนุนการพัฒนาและดำเนินการสร้าง “เครือข่ายประชาสังคม และชุมชนท้องถิ่นเพื่อปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้”  ให้มีความเข้มแข็ง

“ให้องค์กรภาคีต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาสังคม ขับเคลื่อนให้การปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้มีความต่อเนื่องโดยเน้นเป้าหมาย หลักการ การมีส่วนร่วมในเชิงโครงสร้างองค์กรและการดำเนินงานเพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต

“ให้มีกลไกการวิจัยและพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นการวิจัยเชิงระบบด้วยการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทางวิชาการและประชาสังคม

           “ปรับหลักสูตรแกนกลางตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประชุม และเหมาะสมกับสภาพวิถีชีวิตและชุมชนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

“จัดให้มีเวทีสมัชชาปฏิรูปเรื่องการศึกษา เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและข้อเสนออย่างเท่าเทียมและนำไปปฏิบัติต่อไป”

           ถ้าหากผู้มีอำนาจในสังคมไทยวันนี้เชื่อว่า “ชะตากรรมของประเทศขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน” ท่านจะต้องให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการศึกษาให้มากกว่าทุกเรีอง ตั้งให้เป็นวาระแห่งชาติเลย แล้วผู้คนจะได้ไม่เชื่อว่า ท่านเข้ามาสู่อำนาจเพราะหลงไหลในอำนาจ และมีแผนการสืบทอดอำนาจ เพราะ “คนมีความรู้ปกครองง่าย ครอบงำยาก แต่กดขี่ข่มเหงไม่ได้เลย”

            การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จได้ต้องมีการ “ทุบกระถาง” เอาไม้ลงดิน ให้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ ให้พึ่งตนเองได้ ไม่ต้องพึ่งใครมารดน้ำทุกวัน เขารดก็สดชื่น เขาไม่รดก็เหี่ยวเฉาอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

            คนเข้าสู่อำนาจที่ใช้อำนาจด้วยวีธีการต่างๆ กดขี่ข่มเหงทั้งทางตรงและทางอ้อม ในที่แจ้งและที่ลับ และแสวงหาประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเรียกว่า เผด็จการ  ส่วนคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อปลดปล่อยประชาชนให้เป็นอิสระ พัฒนาศักยภาพที่แท้จริงของตนเองอย่างเต็มที่ เรียกว่า รัฐบุรุษ

            การคืนความสุขให้สังคมไทยนั้น ต้องคืนการศึกษา คืนการพัฒนา คืนสุขภาพ คืนทรัพยากร คืนสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน โดยสะท้อน “กระบวนทัศน์ใหม่” ของท่านอย่างแท้จริง 

Last modified on Wednesday, 16 July 2014 10:21