phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Friday, 27 June 2014 15:13

ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน Featured

Rate this item
(2 votes)

สยามรัฐรายวัน 27 มิถุนายน 2557

“เพื่อการก้าวพ้นนิยายของการพัฒนา เราจะต้องมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง” เป็นคำกล่าวของอมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย อาจารย์สอนที่อ็อกซฟอร์ด แคมบริดช์ ฮาร์วาร์ด และมหาวิทยาลัยระดับต้นๆ ของโลก รวมทั้งมาบรรยายพิเศษหลายครั้งที่เมืองไทยก็จะยืนยันข้อคิดนี้

                และผมเองเขียนเรื่องชุมชนเข้มแข็งกี่ครั้งก็จะต้องอ้างคำกล่าวนี้ และวันนี้ก็ขอเขียนอีก ด้วยความหวังว่าผู้หวังดีและมีอำนาจในการบริหารจัดการชาติบ้านเองจะได้อ่าน และเอาไปพิจารณา เพราะเชื่อจริงๆ ว่า ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนได้ ชุมชนก็ไม่มีวันเข้มแข็ง แม้หลายปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามพัฒนาเศรษฐกิจสองระบบ แต่เศรษฐกิจ “รากหญ้า” ก็ไม่เคยเกิดจริง

                โครงการประชานิยมที่ดูเหมือนจะกระจายอำนาจกระจายทรัพยากรไปสู่ชุมชนโดยตรง ที่แท้ก็คือระบบอุปถัมภ์แอบแฝงที่รัฐบาลทำตัวเหมือนหมอเลี้ยงไข้ ทำให้คนป่วยต้องพึ่งพาตนเองตลอดไป คนป่วยก็ดีใจ ยกให้หมอเป็นเทวดา ยาเป็นของวิเศษ แต่ตนเองก็กลายเป็นคนป่วยถาวร ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพที่จริงของตนเองได้อย่างเต็มที่

                ทุกวันนี้ รัฐส่วนกลางดูดดึงเอาทรัพยากรจากท้องถิ่นไปจนแทบไม่เหลืออะไร ให้คืนไปเป็นเงินก็เพียงร้อยละ 25 ประมาณนี้ ทั้งๆ ที่เขียนไว้ในแผนใหญ่ว่าจะต้องให้ได้ร้อยละ 35  นี่แค่ตัวเลขของเม็ดเงิน ไม่ได้พูดกันเรื่องการดูดเอาคนจากท้องถิ่น เอาผลผลิตจากดิน น้ำ ป่า ธรรมชาติ และสิ่งที่เป็นมรดกของท้องถิ่นเข้าไปสู่ส่วนกลาง และทำให้ท้องถิ่นเล็กลง อ่อนแอลง

 

                ที่สำคัญ คือการครอบงำทางความคิด ทำให้คนท้องถิ่นคิดอย่างเดียว่า ทำอย่างไรจึงจะรวย จึงจะมีเงินซื้อทุกอย่างที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการจากส่วนกลางจากระบบใหญ่กำหนดให้ จัดการให้ ชาวบ้านไม่ต้องทำอะไร ขอให้หาเงินให้ได้มากๆ ก็พอ จึงหาเงินกันเอาเป็นเอาตาย ไม่ได้คิดอย่างอื่น

                ไม่ได้มีใครไปช่วยให้พวกเขาคิดให้กว้าง คิดให้ลึก และหาทางเลือกอื่นเพื่อจะได้อยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมั่นคง ไม่มีหนี้สิน หรือถึงมีก็ไม่เป็นภาระที่แบกได้จัดการได้ ไม่มีใครไปช่วยให้พวกเขาคิดหาทางลดค่าใช้จ่าย เพราะถ้าลดการซื้อจากตลาดบ้าง รู้จักผลิตเอง ทำเองเพื่อกินเอง ใช้เอง และขายในท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่นก็จะเกิด รายได้ก็จะเพิ่มพูนเป็นคูณสอง สาม สี่ ระบบเศรษฐกิจชุมชนก็จะค่อยๆ เกิดและเติบโต และนี่คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                เอาแค่ข้าวปลาอาหารการกินประจำวันก็พอมองออกว่า ชุมชนไม่มีระบบอะไรในการผลิต การจัดการ การขาย  การแปรรูป มีแต่หาเงินซื้อจากตลาดในหมู่บ้าน ในตำบล ในเมืองไม่ว่าจะไปที่ตลาดหรือรอให้ตลาดวิ่งมาหาถึงหน้าบ้าน สองล้อบ้าง สี่ล้อบ้าง ผักก็มาจากตลาดไท จากนครราชสีมา จากเชียงใหม่ จากนครศรีธรรมราช จากศูนย์กลางการซื้อขายผลิตที่มารวมแล้วกระจายออกไปถึงชุมชน

                จึงไม่แปลกที่มักพบเห็นเรื่องประหลาดที่มีคนในหมู่บ้านปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา มีพ่อค้าแม่ค้ามาซื้อ หรือชาวบ้านเอาไปขายในอำเภอในจังหวัด แล้วมีคนจากหมู่บ้านไปซื้อกลับมาขายในหมู่บ้าน เรื่องแบบนี้ไม่มีวันเกิดได้ถ้าหากมีระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น “ที่พึ่งตนเอง” ได้จริง

                “พึ่งตนเอง” แปลว่า คิดได้ ตัดสินใจได้ เลือกได้ ควาหมายทางปรัชญาชีวิตมีแค่นี้จริงๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่าหัวก็ทรงสอนในเศรษฐกิจพอเพียงว่า อุ้มชูตนเองไม่ได้แปลว่าต้องพึ่งตนเองทั้งหมด ครึ่งหนึ่งก็ไม่ต้อง “เอาแค่เศษหนึ่งส่วนสี่ก็พอ” ก็ลองเอาสอง สาม สี่ คูณดูก็จะรู้ว่าคืออะไร

                ลุงประยงค์ รณรงค์ รางวัลแมกไซไซสาขาพัฒนาชุมชนเมื่อปี 2547 บอกว่า “ร้อยละ 70 ของสิ่งที่เรากินเราใช้ในหมู่บ้าน เราทำเองได้หมด แต่เราไม่ทำ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหาเงินไปซื้อเขาหมด ไม่พอ ยังไปกู้ไปยืมคนอื่นมาซื้ออยู่ซื้อกินอีก”

                การสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเองเป็นกระบวนการที่ไม่ใช่ว่าจะเนรมิตได้ชั่วข้ามคืน เพราะผู้คนคุ้นเคยกับระบบทุนนิยมและระบบอุปถัมภ์มานาน ถ้าไม่เริ่มจากการ “ปรับวิธีคิด” ก็ไม่อาจนำไปสู่การปรับวิธีปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ต้องเริ่มต้นที่ “สัมมาทิฐิ” แล้วถึงค่อยไปสู่ “สัมมาอาชีวะ”  คิดผิดไม่มีวันทำถูก  ต้องคิดให้ถูกจึงจะทำถูกได้

                วิสาหกิจชุมชนที่ไปลงทะเบียนกันกว่า 80,000 กลุ่มทั่วประเทศ สามารถเป็นปัจจัยสำคัญเพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง ถ้าหากเข้าใจปรัชญาดั้งเดิมและฐานคิดที่ถูกต้องของวิสาหกิจชุมชน ที่บอกว่า “เรียนรู้คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง”

      วิสาหกิจชุมชนไม่ใช่การพัฒนาระบบทุนนิยมท้องถิ่น ลูกไล่ของทุนนิยมสามานย์ในระดับใหญ่ แต่เป็นเครื่องมือในการพัฒนาตนเองให้เป็นอิสระจากการครอบงำ การเอาเปรียบของอำนาจทุน และอำนาจอื่นๆ จากภายนอก เพราะเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านในการจัดการชีวิต การผลิต การบริโภคของตนเอง

     คิดง่ายๆ ว่า การที่ชุมชนคิดเรื่องเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบได้ ทำให้คนในชุมชนแถวห้างฉัตรลำปางกินไข่ราคา 2.50 บาทได้ ขณะที่คนทั่วไปต้องซื้อไข่ในราคา 4-5 บาท เพราะพวกเขามีข้อมูลการบริโภค ทำแผนการจัดการตนเอง มีกลุ่มเลี้ยงไก่ไข่เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน เช่นเดียวกับชุมชนแถวบุรีรัมย์ที่ซื้อมะนาวได้ลูกละไม่เกิน 3 บาท ขณะที่ราคาในตลาด 8-9 บาท เพราะมีการวางแผน มีการจัดการ

ระบบเศรษฐกิจชุมชนเกิดจากการเรียนรู้ เกิดจากการใช้ความรู้และปัญญามากกว่าการใช้เงิน มาจากการทำวิจัยตนเองของชุมชน และพัฒนากิจกรรม โครงการต่างๆ จากฐานข้อมูลที่ไม่ได้มีแต่ปัญหาและความต้องของชุมชน แต่มีการค้นพบศักยภาพในการจัดการตนเองของชุมชนด้วย รวมทั้งค้นพบทางออกของปัญหาแบบพึ่งพาตนเองด้วย

Last modified on Wednesday, 16 July 2014 10:22