phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 19 June 2014 08:52

ประเทศไทยเดินหน้าด้วยวิสาหกิจชุมชน Featured

Rate this item
(3 votes)

สยามรัฐรายวัน 18 มิถุนายน 2557

การให้ความสำคัญกับ SMEs หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขาดย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนแต่มีฐานเศรษฐกิจอยู่บน SMEs ยิ่งประเทศพัฒนาใหม่ หรือกำลังพัฒนาก็ล้วนต้องพึ่งพา SMEs ทั้งสิ้น 

                อิตาลีเป็นตัวอย่างของประเทศที่มี SMEs ที่มีพลัง หลากหลาย และเป็นฐานเศรษฐกิจที่เป็นต้นแบบการพัฒนามาหลายสิบปีให้ประเทศในแถบเมดิเตอเรเนียนอย่างสเปน ปอร์ตุเกส และแอฟริกาเหนือ และมีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบระหว่างประเทศเหล่านี้กับกรณีไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น

                เศรษฐกิจของอิตาลีกว่าร้อยละ 90 มีฐานอยู่ที่ SMEs แต่คนทั่วโลกรู้จักแต่ FIAT และบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนในเศรษฐกิจไม่ถึงร้อยละ 10  ขณะที่บริษัทโด่งดังด้านเสื้อผ้า แฟชั่น และเผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือนล้วนพัฒนามาจาก SMEs  เล็กๆในท้องถิ่นตั้งแต่เมืองฟลอเรนซ์ ขึ้นไปถึงทางเหนือทั้งหมด 

 

                อย่างไรก็ดี ปัญหาของ SMEs ในบ้านเราคงไม่ใช่เรื่อง “สายป่าน” เท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เพียงแค่ให้มีทุน การประกอบการเล็กใหญ่ก็น่าจะไปได้ ซึ่งไม่จริง เพราะในโลกแห่งการแข่งขันวันนี้ สิ่งที่สำคัญกว่าเงิน คือ ความคิดต่างหาก แต่ความคิดต้องมาจากการเรียนรู้ การพัฒนาคนอย่างเหมาะสม ทำให้คนกล้ามีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่สุดในการประกอบการไม่ว่าขนาดไหน

                วิเคราะห์ SMEs ของอิตาลีและไต้หวัน หรือรวมไปถึงเกาหลี ญี่ปุ่นให้ดีจะพบว่า ความสำเร็จของการประกอบการขนาดกลาง เล็ก จิ๋วต่างๆ มาจากกระบวนการพัฒนา ทั้งการสนับสนุนจากรัฐ จากเอกชน และแผนพัฒนาที่ใช้เวลาและเป็นระบบ

                อย่างกรณีโอทอปที่เราได้ความคิดมาจากญี่ปุ่น หลายปีก่อน ผู้จัดการโอทอปของเมืองโออิตะมาเมืองไทย มีคนไปสัมภาษณ์ว่า โอทอปของญี่ปุ่นต่างจากของไทยอย่างไร เขาตอบว่า ของเขาใช้เวลาถึง 20 ปีเพื่อพัฒนาคน พัฒนาผลิตภัณฑ์และ การจัดการ แต่ของไทยใช้เวลาเพียง 3 ปีเพื่อพัฒนาสินค้า ไม่รู้ว่าเขาชมหรือประชด น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

                ความจริง โอทอปญี่ปุ่นเป็น SMEs (Small and Medium Enterprises) ทั้งนั้น ของไทยส่วนใหญ่เป็น SMCEs (Small and Micro Community Enterprises) หรือวิสาหกิจชุมชนมากกว่า ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่และสับสน จนวันนี้ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร ทั้งๆ ที่ชาวบ้านรวมกลุ่มกันไปลงทะเบียนกว่า 80,000 กลุ่มกับกรมส่งเสริมการเกษตรในทุกจังหวัด ตามกฎหมาย อธิบดีกรมนี้ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน (แห่งชาติ) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

                การ “ลงทะเบียน” ไม่ใช่การ “จดทะเบียน” เพราะวิสาหกิจชุมชนไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล (ชาวบ้านยังสับสน) ทำนิติกรรมทางการเงินอย่างเป็นทางการไม่ได้ เพราะ พรบ.วิสาหกิจชุมชนที่มูลนิธิหมู่บ้านระดมผู้นำชุมชนทั่วประเทศร่างขึ้นมาและเสนอรัฐบาลทักษิณในปี 2544 และผ่านสภาฯ ออกมาในปี 2548 นั้น ถูกแก้ไขจนแทบไม่เห็นร่องรอยของแนวคิดเดิมที่ต้องการให้ “วิสาหกิจชุมชน” เป็นฐานรากของเศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจไทยโดยรวม เพราะถ้าชุมชนเข้มแข็ง สังคมไทยก็จะเข้มแข็งด้วย

                วิสาหกิจชุมชนเป็นอะไรที่ไม่เหมือนใครในโลกก็ว่าได้ เพราะทั่วโลกมี “สหกรณ์” ประเทศไทยมีที่เล็กกว่าสหกรณ์ก็มี “กลุ่มเกษตรกร” ที่ต่อท้ายด้วยอาชีพต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรทำนา กลุ่มเกษตรกรทำสวนยาง เป็นต้น แต่การรวมกลุ่มเหล่านี้ก็มีข้อจำกัด 100 ปี สหกรณ์ไทยก็ได้เท่าที่เห็นกัน ถ้าเข้มแข็งจริง ชาวนาคงไม่ต้องเป็นลูกไล่ของนายทุน ของรัฐบาลประชานิยมอย่างที่เกิดขึ้น

                ประเทศอย่างอิตาลี หรือไต้หวัน เขามีสหกรณ์ที่เข้มแข็งมาก และมี SMEs ที่กว้างขวางครอบคลุม เป็นตัวเสริมให้สหกรณ์ได้ดำเนินการในเรื่องที่เล็กและเฉพาะลงไป ที่ต้องการการบริหารจัดการด้วยฝีมือและอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากสหกรณ์

                มูลนิธิหมู่บ้านและผู้นำ ผู้แทนเกษตรกรทั่วประเทศเสนอ พรบ.วิสาหกิจชุมชนในปี 2544 เพราะเห็นว่า สหกรณ์ก็ดี กลุ่มเกษตรกรก็ดี มีข้อจำกัดในทำงานและการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน  ที่เห็นอยู่ในหมู่บ้านชุมชนทั่วประเทศมีแต่กลุ่มองค์กรชาวบ้านที่ได้รับการสนับสนุนให้รวมตัวกันเพื่อทำโน่น ผลิตนี่ แต่ไม่มีสถานภาพอะไร รอแต่รับงบประมาณจากหน่วยงานราชการ ใครวิ่งเก่งก็ได้ทุนสนับสนุน ได้โครงการมาก

                วิสาหกิจชุมชนจึงเป็นชื่อเรียกกลุ่มเล็กๆ ในชุมชน ตั้งแต่ 7-8 คนขึ้นไป ที่รวมตัวกันเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ การผลิต การแปรรูป การจัดการ การขาย ที่มีทั้งแบบพื้นฐานที่เน้นการผลิตเพื่อการบริโภคหรือขายในท้องถิ่น และแบบก้าวหน้าที่กล้าหาญและดีพอก็ออกไปสู่ตลาดใหญ่ภายนอก ที่เก่งและดีมากๆ ก็เป็น “โอทอป” สามดาวกี่ดาวก็ว่ากันไป

                วันนี้ วิสาหกิจชุมชน 80,000 กลุ่ม มีศักยภาพที่จะเป็นฐานมั่นคงของเศรษฐกิจชุมชนถ้าหากได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการแก้ พรบ. วิสาหกิจชุมชน ให้กลับไปสู่ร่างแรกที่มีการนำเสนอจากชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งในนั้นมีรายละเอียดว่า รัฐควรให้การสนับสนุนอะไรบ้าง ให้เป็นนิติบุคคล ให้มีการสนับสนุนด้านการเงิน ด้านการวิจัย ด้านวิชาการ และการเรียนรู้เพื่อให้พัฒนาความคิดใหม่และสร้างสรรค์ และทักษะในการบริหารจัดการ

                รัฐบาลไทยในยุคเปลี่ยนผ่านสามารถผลักดันประเทศไทยให้เดินหน้า ไม่เพียงแต่ด้วยวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (SMEs) แต่วิสาหกิจชุมชน (SMCEs) ด้วย  กลุ่ม 80,000 กลุ่ม ในชุมชนทั่วประเทศคือของดีที่มีอยู่แล้วเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาความเหลื่อมล้ำ

Last modified on Saturday, 21 June 2014 21:24