phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 29 January 2014 07:54

จิตวิญญาณคนไทย พลังยิ่งใหญ่แห่งการปฏิรูป Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 29 มกราคม 2557

คนไทยในสายตาของนักท่องเที่ยว ของชาวโลก เป็นคนใจดี มีอัธยาศัยไมตรี เป็นมิตร ช่วยเหลือเผื่อแผ่คนแปลกหน้า คนต่างชาติ  นักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ประสบภัยสึนามิ กลับมาเที่ยวเมืองไทยอีก มาเยี่ยมคนที่ได้ให้ความช่วยเหลือพวกเขา  เพื่อนยามยากคือเพื่อนแท้เป็นความจริงในโลก

          ในดีมีเลว ในแข็งมีอ่อน ในขาวมีดำ คนไทยก็เป็นเหมือนคนไม่ว่าเชื้อชาติใดที่อีกด้านหนึ่งก็มีสัญชาติญาณความรุนแรง เมื่อปัจจัยภายนอกประดังเข้าผสมรวม กระตุ้นต่อมความรู้สึกนึกคิด บวกสถานการณ์รุมเร้า คนไทยก็ลุกขึ้นต่อสู้ ประท้วง กบฏ เป็นความรุนแรง เลือดตกยางออก

          ในสมัยโบราณไทยรบเพื่อนบ้าน สู้กับอำนาจอาณานิคม รบกับคอมมิวนิสต์ ต่อสู้ขัดขืนและโค่นล้มอำนาจเผด็จการทหาร หลายปีมานี้ต่อสู้กับเผด็จการรัฐสภาที่มาพร้อมกับอำนาจทุน และกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นแบบที่คาดไม่ถึง สู้ด้วยความอดทน รอกันว่าเมื่อไร "มะม่วงจะหล่น”

 

          คนมีอำนาจใช้ความรุนแรงในการจัดการกับคนที่ขัดขืน คิดต่าง ต่อต้าน กบฏ ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยในยุครัตนโกสินทร์มาจนถึงรัชกาลที่ 5  มีบันทึกการกบฏไม่น้อยกว่า 30 ครั้งในทุกภาค มากที่สุดอยู่ที่ภาคอีสาน ทุกครั้งมีการปราบปราม ผู้คนบาดเจ็บล้มตาย

          สาเหตุของการกบฏมาจากความทุกข์ยากที่ผสมรวมกันจนชาวบ้านสุดจะทนได้ ทั้งข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งน้ำท่วม โรคระบาด แล้วยังถูกกดขี่ข่มเหงรังแกจากรัฐที่เรียกเก็บส่วยเก็บภาษี ถ้าไม่มีก็เกณฑ์ไปทำงานหนักแทน 

          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีรัฐประหาร มีกบฏมากมายหลายครั้ง ดังที่ทราบกันดี มีการใช้ความรุนแรงปราบปราม ไม่เพียงแต่กบฏ แต่รวมทั้งคนที่คิดต่างทางการเมือง ตั้งแต่ “สีชมพู” ไปถึง “สีแดง” ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ นักการเมืองระดับชาติถูกยิงตายกลางถนน ผู้คนมากมายกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงของอำนาจรัฐ และคนฉวยโอกาสที่อ้าง “ความมั่นคง”

          เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ เป็นความรุนแรงที่โหดร้าย มีการฆ่าอย่างทารุณบนถนนในกรุงเทพฯ ไม่น่าเชื่อว่าเกิดกับคนไทยที่ได้ชื่อว่ารักสันติ ใจดี มีเมตตา ไล่เรียงมาจนถึงพฤษภาทมิฬ ลากยาวมาจนถึง 2552-2553 และวันนี้ที่กำลังปิดกรุงเทพฯ

          โดยไม่ลืมไปว่า กว่า 10 ปีมาแล้วที่ความรุนแรงรายวันเกิดที่ 3 จังหวัด ภาคใต้ คนตายไปกว่า 5,000 คน มีการปราบปรามอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับมีการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นเดียวกัน ภาพของเหตุการณ์ที่ตากใบ กรือแซะ ของการกระทำของอำนาจรัฐ ภาพของการระเบิดและลอบยิ่งลอบฆ่ารายวันของฝ่ายต่อต้าน

ทำให้ต้องมองสังคมไทย คนไทยมีลักษณะ 2 บุคลิกเหมือนแมว ที่ปกติก็ดูเป็นสัตว์รักสงบ ไม่มีปัญหากับใคร แต่ในบางขณะก็เป็นสัตว์ดุร้าย ยามจะผสมพันธุ์หรือทะเลาะกัน จะไล่กัดกันดุเดือดเลือดพล่านมากกว่าสัตว์ร้ายหลายชนิด

อย่างไรก็ดี สังคมไทยก็ไม่เคยมีสงครามกลางเมือง หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เหมือนที่เกิดขึ้นในบางประเทศที่ตายกันเป็นแสนเป็นล้าน หลัง 6 ตุลาฯ ไม่กี่ปี คนที่เข้าป่าก็ได้รับการต้อนรับกลับมา ความขัดแย้งรุนแรงของพฤษภาทมิฬในปี 2535 ก็จบลง และมีความพยายามปฏิรูปการเมืองจนได้รัฐธรรมนูญ 2540 การแบ่งแยกฝ่ายเทพฝ่ายมารก็เจือจางจนหมดไป แต่ได้เกิดปรากฎการณ์ “อำนาจนำ” (hegemony) ใหม่ ที่ค่อยๆ กดลงบนไหล่ของประชาชน จนเมื่อสุดจะทนก็ลุกขึ้นมาต่อต้าน ต่อสู้ เรียกร้องอำนาจอธิปไตยกลับคืนมา

อาจารย์ธีรยุทธ บุญมีบอกว่า คนไทยน่าจะได้รางวัลโนเบลสาขาความอดทนสูง เพราะอดทนต่อการกระทำของอำนาจรัฐอำนาจทุนที่ครอบงำตนเองได้อย่างยาวนานอย่างน่าพิศวง ไม่น่าเชื่อว่า บ้านนี้เมืองนี้มีคนดีคนเก่งมากมาย แต่กลับได้นักการเมืองที่โกงกินมาเป็นผู้แทน มาเป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ดี สุดท้าย วันหนึ่งคนไทยก็หมดความอดทน รัฐบาลที่เหลิงอำนาจสะดุดขาตัวเองและอยู่ไม่ได้ คงต้องไปแบบไม่สามารถกลับมาในสถานะเดิม มีฤทธิ์อำนาจแบบเดิมได้อีก เพราะสังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว กำลังเริ่มต้นศักราชใหม่ ที่พลังอันยิ่งใหญ่และจิตวิญญาณอันดีงามของคนไทยจะร่วมกันสร้างสรรค์สังคม และช่วยกันนำให้เดินไปถูกทิศถูกทาง ถูกทำนองคลองธรรม

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศเยอรมนีแพ้สงครามอย่างย่อยยับ เพราะได้ผู้นำบ้าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งอย่างฮิตเลอร์ ถูกครอบครองจากประเทศพันธมิตรซึ่งใช้เวลา 4 ปีเพื่อถอนรากถอนพิษนาซี จากนั้นเยอรมนีใช้เวลาเพียง 1 ทศวรรษฟื้นฟูตัวเอง กลายเป็นความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ (economic miracle) ของยุโรป ของโลกอย่างไม่น่าเชื่อ

ความมหัศจรรย์มาจากพลังภายในอันยิ่งใหญ่ และจิตวิญญาณอันดีงามของประชาชนคนเยอรมัน ซึ่งมีคนดีคนเก่งเต็มแผ่นดิน แต่ได้ถูกระบอบนาซีกดขี่ครอบงำ จนไม่สามารถทำอะไรได้ เมื่อระบอบนาซีถูกโค่นล้ม พวกเขาจึงได้ปลดปล่อยศักยภาพที่แท้จริงออกมา

ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ความมหัศจรรย์ของสังคมอยู่ดีมีสุขได้อย่างแน่นอน เพราะสังคมไทยไม่ได้ขาดคนดีคนเก่ง ขาดเพียงโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพออกมาเท่านั้น ที่ทนไม่ได้ไปทำงานให้ต่างชาติ ไปอยู่ต่างประเทศ วันหนึ่งพวกเขาก็จะกลับมาพัฒนาบ้านเกิดอย่างแน่นอน

Last modified on Wednesday, 26 February 2014 21:12