phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 22 January 2014 08:25

ถนนแห่งการเรียนรู้ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 22 มกราคม 2557

ถนนในกรุงเทพฯ นอกจากเป็นที่รถวิ่งแล้ว ยังเป็นที่คนเดิน นั่ง กิน นอน เล่นดนตรี ตั้งเวทีปราศรัย เล่นตลก เล่นโขน เล่นงิ้ว และการแสดงต่างๆ เพื่อประท้วงรัฐบาลตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับแต่ 14 ตุลาฯ 2516 มาจนถึงวันนี้

                บนเวทีที่ตั้งขึ้นมากลางสี่แยก กลางถนน หรือที่ไหนก็ได้ มีการพูดปลุกระดมผสมกับการให้ข้อมูล ให้ความรู้ประชาชน หลังๆ นี้มีการถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศโดยเคเบิ้ลทีวี ซึ่งบางช่องเรตติ้งสูงกว่าฟรีทีวีเสียอีก ไม่นับที่สื่อสารกันทางโซเซียลมีเดียซึ่งมีทุกรูปแบบ ทุกรสชาติ ดุเด็ดเผ็ดมัน ทั้งภาษาคนรุ่นใหม่และภาษาโบราณชนิดที่ห้ามออกสื่อสาธารณะ แต่สะท้อนอารมณ์ทั้งดิบและสุกของผู้คนได้ดีนัก

                ภาษาจำนวนมากไม่มีในพจนานุกรม สารานุกรม เพราะสังคมเปลี่ยนเร็ว ความรู้สึกนึกคิดของคนก็เปลี่ยนเร็ว คนต้องคิดภาษาใหม่ๆ เพื่อสะท้อนความรู้สึกและความในใจออกมา

 

 

                ความเชื่องช้าของพจนานุกรมก็เหมือนความเชื่องช้าของระบบการศึกษา ที่ยังอิงหนังสือตำราเล่มโตที่เขียนมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว รวมทั้งแปลมาจากตำราที่เขาเขียนในบริบทอื่นที่แตกต่างไปจากบ้านเรา แต่ก็หลับหูหลับตานำมาใช้ประหนึ่งว่าบ้านเขาบ้านเราก็เหมือนกัน

                การศึกษายังเป็นแบบอุตสาหกรรม ซึ่งพัฒนามาจากตะวันตกที่เรานำเข้ามา ดึงการศึกษาออกจากวัด มาจัดระบบใหม่ตามแบบที่ประเทศ “อารยะ” เขาทำกัน เป็นการศึกษาที่มุ่งผลิตคนไปรับใช้สังคม เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกการผลิต คล้ายกับกระบวนการในโรงงานอุตสาหกรรม

                คุณหมอประเวศ วะสี บอกว่า “การศึกษาในบ้านเราทุกวันนี้มีปัญหาอยู่สองส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่หนึ่ง คือ การแยกชีวิตออกจากการศึกษา ทำให้คนลืมรากเหง้าของตัวเอง และทำให้สังคมไม่เกิดความสมดุล เหมือนอวัยวะในร่างกายที่ต้องทำงานแยกหน้าที่ หากการศึกษาถูกตัดแยกออกจากชีวิต ก็เหมือนกับสังคมไทยถูกตัดรากเหง้าทางวัฒนธรรมออกไป”

                คุณหมอยังพูดในที่ประชุมสัมมนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2545 ว่า

“ที่ผ่านมา วิชาการได้ทอดทิ้งชุมชน การศึกษาที่ผ่านมามิได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม ดังนี้วิชาการจึงอ่อนแอทางปัญญา เพราะไม่รู้จริงกับปัญหา”

                การเรียนแบบแปลกแยกจากสังคม ทำให้นักเรียนนักศึกษาก้มหน้าก้มตาท่องหนังสือ เตรียมสอบ เคร่งเครียดกับการท่องชีทท่องเพาเวอร์ปอยท์ของอาจารย์ ไม่ได้มีเวลาถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

                อาจจะออกไปเดินขบวนครั้งหนึ่งเพราะอาจารย์ก็ออกหรือเพื่อนชวนไป แต่ก็ไม่เคยคิดว่า ห้องเรียนที่ดีที่สุดวันนี้ คือ ถนนราชดำเนิน สี่แยกปทุมวัน สี่แยกราชประสงค์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ห้าแยกลาดพร้าว และถนนทั้งหลายในกรุงเทพฯ ที่มีผู้ชุมนุมเดินทุกวัน เดินไปปิดสถานที่ราชการ เดินไปเยี่ยมบ้านรัฐมนตรี เดินไปเรียกแขกชวนชาวบ้านออกมาร่วมชุมนุม

                ไม่เพียงแต่วิชารัฐศาสตร์ วิชาสังคมวิทยา แต่ทุกวิชาสามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางการเมืองวันนี้ได้ถ้าเข้าใจคำว่า “การเรียนรู้แบบบูรณาการ” ที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาปัญหาจริงๆ มาวิเคราะห์วิจัย วิพากษ์วิจารณ์อย่างมีหลักวิชา ด้วยเหตุด้วยผล

                อาจารย์ที่เชื่อมโยงการศึกษากับชีวิตจึงนำนักศึกษาออกไปร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่า กปปส. ไม่ว่า นปช. ชาวไร่ชาวนาหรือคนกลุ่มใดก็ได้ที่ออกมาประท้วง ออกมาแสดงสิทธิ์พลเมืองของตนเอง ออกไปเรียนรู้ความรู้สึกนึกคิดของพวกเขา ไปเรียนรู้ว่าพวกเขามีปัญหาอะไร ต้องการอะไร

                ออกไปฟัง ไปสังเกตการณ์ ไปสัมภาษณ์ ไปเดิน ไปกิน ไปนอน ไปมีส่วนร่วม ไปมีประสบการณ์ทางตรง ซึ่งเป็นบทเรียนที่สำคัญของการสัมผัสกับชีวิตจริง ได้คนละอารมณ์ คนละความรู้สึกกับการนั่งอยู่หน้าทีวี มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์

                ถนนในกรุงเทพฯ ถนนในเมืองต่างๆ ล้วนเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต ที่สามารถเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม ภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ปรัชญา วิชาอะไรก็เรียนได้ทั้งนั้นถ้าโยงทุกเรื่องเข้าสู่การบูรณาการกับความเป็นจริง ได้ข้อมูลมาแล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียนกับอาจารย์ กับเพื่อนนักศึกษา

มีสักกี่มหาวิทยาลัย กี่สถานศึกษาที่กล้านำเอาเรื่องการเมืองแบบเรียลไทม์มาพูดกันในห้องเรียน การเมืองกลายเป็นเรื่องเก็บกด กลายเป็นเรื่องความเชื่อ ศรัทธาต่อบุคคล ต่อองค์กร ต่อพรรคการเมือง ที่ดูไม่เห็นเกี่ยวกับอุดมการณ์อะไร แต่พูดทีไรเป็นได้ทะเลาะกัน ไม่เว้นแม้แต่ในรั้วมหาวิทยาลัย 

สังคมไทยเก็บกดทางการเมือง กดไว้ในบ้าน ในชุมชน ในที่ทำงาน จึงระเบิดออกมาบนถนน บนเวที ด้วยรูปแบบและวิธีการที่เหมือนกับเขื่อนแตก ส่วนหนึ่งเพราะวัฒนธรรมการเรียนรู้ของเราไม่ทำให้เราตั้งคำถาม ไม่ทำให้เราวิพากษ์วิจารณ์ ไม่รู้จักฟัง ไม่ยอมรับความแตกต่าง เก็บไว้ที่หนึ่งจึงไประเบิดอีกที่หนึ่ง

ตราบใดที่การเรียนยังเพียงแต่เรียนหนังสือ การศึกษาไม่เป็นการปลดปล่อย (emancipation) จากการครอบงำ จากความไม่รู้ ไม่สร้างความเข้มแข็ง (empowerment) ให้ใคร ถ้าเราไม่จะนำเรื่อง “บนถนนแห่งชีวิต” มาเรียน เปลี่ยนสถานศึกษาให้ เป็น “มหาวิทยาลัยชีวิต” ที่แท้จริง

Last modified on Monday, 03 February 2014 14:09