phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 18 December 2013 07:21

พลังประชาชน-พลังชุมชน Featured

Rate this item
(1 Vote)

สยามรัฐรายวัน 18 ธันวาคม 2556

ผู้คนหลายล้านคนที่ออกไปเดินถนนในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน และ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นพลังจาก “ข้างล่าง” ที่ดูเหมือนเป็นพลังเฉย พลังเฉื่อย พลังเงียบ แต่เมื่อถูกจุดติด ก็กลายเป็นลูกโซ่นิวเคลียร์ที่ระเบิด เกิดเป็นพลังมหาศาล

          แม้วันนี้ดูเหมือนว่ายังมีการยื้ออำนาจกันอยู่ แต่เหตุการณ์อย่างน้อยสองครั้งนั้นก็เกิดผลสำเร็จในตัวมันแล้ว ได้ปลุกสำนึกใหม่ให้สังคมไทยตื่นขึ้นมา ทวงสิทธิอำนาจในการจัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคม เพราะไม่สามารถทนดูบ้านตัวเองค่อยๆ ล่มสลายต่อหน้าต่อตาต่อไปได้อีก

          “บ้านไทย” หลังนี้กำลังเซ และอาจล้มลงในไม่ช้า เพราะเสาหลักกำลังถูกปลวกกัดกินจากข้างใน ประชาธิปไตยที่ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ไม่มีนิติธรรม ไม่มีธรรมาภิบาล ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ ไม่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้เกิดการลุแก่อำนาจ เหลิงอำนาจ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่มีหิริโอตตัปปะละอายต่อบาป

 

 

          ประชาชนออกมาทวงอำนาจอธิปไตยของตนเอง ในขณะที่รัฐบาลพยายามรักษาอำนาจไว้ ต้องการให้มีการเลือกตั้งเพราะคิดว่ายังมีโอกาสกลับมาอีกถ้าเลือกตั้งเร็ว  คนที่กำลังสูญเสียอำนาจก็จะกอดกฏหมายไว้ให้แน่นที่สุดเพื่ออ้างความชอบธรรมของตนเอง

          อ้างประชาธิปไตย แต่ก็อ้างเพียงรูปแบบการไปเลือกตั้ง ไปหย่อนบัตร หลอกให้คนสับสนระหว่างเนื้อหาและรูปแบบ ระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ กลับหน้ากลับหลังกันหมด รูปแบบกลายเป็นเนื้อหา วีธีการกลายเป็นเป้าหมาย วิเคราะห์กันให้ดีจะเห็นความไม่มีเหตุผลหรือการเล่นกลแบบศรีธนญชัย

อ้างว่ากฏหมายไม่ให้ลาออก อ้างว่าเป็นกฤษฎีกาให้เลือกตั้ง เลื่อนไม่ได้ เลิกไม่ได้ ซึ่งอาจหลอกคนบางคนได้ แต่หลอกคนที่มีความรู้ ที่มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไม่ได้ หลายล้านคนบนถนนนั้นคือพวกที่รู้ทัน ที่รู้ว่าตนเองเป็นเจ้าของอธิปไตยตัวจริง ไม่อาจครอบงำได้

ปราชญ์บอกว่า คนที่มีอำนาจมากที่สุดจะใช้อำนาจน้อยที่สุด  วันนี้คนที่มีอำนาจมากที่สุดไม่ใช่รัฐบาลอีกต่อไป แต่เป็นประชาชน รัฐบาลที่ประกาศว่าตนมีอำนาจก็อ้างและอิงกฏหมาย ขณะที่ประชาชนคนมีอำนาจจริงไม่ต้องอ้างอิงกฏหมาย เพราะเจตจำนงร่วมกันอันปรากฎในรัฐธรรมนูญก็พอแล้ว และที่ออกไปเดินบนถนนนับล้านคนเป็นประวัติศาสตร์ไทยประวัติศาสตร์โลกที่บอกอยู่ในตัวแล้ว

คนมีอำนาจน้อยมักอ้างกฏหมายเพื่อแสดงอำนาจของตน คนมีอำนาจมากมักไม่ต้องอ้างกฏหมาย เหมือนผู้นำที่ดีมีอำนาจ แต่ไม่ใช้อำนาจสั่งการ จะสร้างระบบดี สร้างแรงบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเดินตาม

กลุ่มออมทรัพย์มีเงินออมกว่า 300 ล้านอย่างคลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา มีสมาชิก 7,000 กว่าคน ไม่ได้จดทะเบียน ไม่ได้มีกฏหมายรองรับ ตั้งมาตั้งแต่ปี 2523 มีสวัสดิการมากมายให้สมาชิก ไม่มีปัญหาจนถึงต้องใช้กฏหมายหรือไปฟ้องร้อง

คลองเปียะประสบความสำเร็จ เพราะมีทุนอันยิ่งใหญ่กว่าเงิน คือ ทุนทางสังคม ทุนที่ร้อยรัดผู้คนให้ไว้ใจกัน เป็นพี่เป็นน้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีผู้นำเข้มแข็งอย่างกำนันอัมพรและอีกหลายคน ที่ “รู้ผิดชอบชั่วดี” (มี integrity) มีคุณธรรม สร้างระบบดีที่ “ทำให้คนทำถูกได้ง่าย ทำผิดได้ยาก”

ขณะที่กลุ่มออมทรัพย์จดทะเบียนจำนวนมากมีปัญหา บางสหกรณ์ออมทรัพย์โกงกันเป็นพันเป็นหมื่นล้านดังที่กำลังเป็นข่าว และที่ไม่เป็นข่าวที่ล้มไปหรือไม่เติบโตเพราะโกงกินกันแบบที่กฏหมายอะไรก็ช่วยไม่ได้ กองทุนหมู่บ้านที่มีหมู่ละล้านสองล้านก็ไปเพิ่มหนี้และวนเวียนอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่คน

ความสำเร็จและความล้มเหลวของกลุ่มองค์กรต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่น ทั้งที่มีกฏหมายรองรับและไม่มี แสดงให้เห็นปัญหา ข้อจำกัด และศักยภาพของชุมชน เมื่อมีการส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการจัดการ การประสานงานที่ดี ก็เกิดเป็นองค์กร เป็นสมัชชา เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งอย่างที่กำลังเกิดขึ้นทั่วไปในทุกจังหวัด ในประเด็นและอาชีพต่างๆ ทั้งในชนบทและในเมือง

ชุมชนเข้มแข็งเป็นฐานรากที่มั่นคงให้สังคม ปฏิรูปครั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงมาจากคุณภาพประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งวันนี้หลายล้านคนบนถนนในกรุงเทพฯ อาจยังไม่ใช่คนส่วนใหญ่ แต่จะกลายเป็นคนส่วนใหญ่และพัฒนาไปสู่มวลชนที่มีคุณภาพได้

ศักยภาพของชุมชนที่จัดการตนเอง เรียนรู้และพัฒนาให้เข้มแข็งนั้นมีจริง โดยปริมาณแล้ว มีองค์กรชุมชนในรูปแบบต่างๆ เป็นแสนกลุ่ม มีอยู่ในทุกหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ในชนบท ในเมือง เป็นกลุ่ม เป็นองค์กร เป็นสมัชชา เป็นสภา เรียกกันมากมายหลายชื่อ ซึ่งไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาอยู่ที่ทำอย่างไรให้กลายเป็นองค์กรชุมชนที่มีคุณภาพ เพื่อจะได้เข้มแข็งจน “พึ่งพาตนเองได้” หมายถึงเป็นตัวของตัวเอง กำหนดทิศทางการพัฒนาตนเอง ควบคุมการเลือกตั้งไม่ให้มีการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งคงพึ่งแต่กลไกของรัฐที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไม่ได้

นักการเมืองขี้โกงอาจจะไม่จ้างตำรวจไปล้อมหมู่บ้านตอนเอาเงินไปแจกชาวบ้าน แต่เขายังอาจซื้อกรรมการเลือกตั้งยกทีมทุกระดับตั้งแต่หมู่บ้านไปถึงจังหวัด รวมไปถึงระดับชาติ อาสาสมัคร องค์กรกลางที่ไหนก็ช่วยไม่ได้ นอกจากชาวบ้าน ชุมชนจะเกิดสำนึกใหม่และดูแลกันเองในทุกระดับ

การโกงการเลือกตั้งแบบลงทุนเพื่อเข้ามาถอนทุนมีรูปแบบที่ซับซ้อนมาก ว่ากันตั้งแต่การซื้อระดับนโยบาย ซื้อเสียงอย่าง “ถูกต้องตามกฏหมาย” และอื่นๆ ที่มาแบบร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม

วันนี้สังคมใหม่กำลังเกิด เพราะเป็นสังคมที่ได้เรียนรู้และกำลังเรียนรู้ ได้ข้อมูล ความรู้ และเกิดปัญญา ถ้าหากชุมชนทั้งชนบทและเมือง ชุมชนเก่า ชุมชนใหม่ ชุมชนจริง ชุมชนเสมือนจริงเป็นชุมชนเรียนรู้ เกิดสำนึกใหม่ ก็จะเกิดจิตวิญญาณใหม่อันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนสังคมได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

Last modified on Thursday, 19 December 2013 10:23