phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Tuesday, 10 December 2013 09:59

จากแอฟริกาใต้ถึงไทยแลนด์ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 10 ธันวาคม 2556

เนลสัน แมนเดลา ได้จากไปอย่างผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้หนึ่งของโลกปัจจุบัน ได้รับการยกย่องสรรเสริญและรำลึกถึงจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ว่าเขาคือนักสู้เพื่อประชาชาติผู้ไม่เคยท้อถอยแม้ถูกจำคุกถึง 27 ปีเพื่อนำประชาชนที่ถูกกดขี่เดินทางไกลไปสู่อิสรภาพ นำประเทศที่แตกแยกไปสู่เอกภาพ
เขานำสังคมที่ขัดแย้งรุนแรง และเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้นชิงชังให้คืนดี นำไปสู่ความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ ทำให้แอฟริกาใต้ไม่ได้มีแต่ความเจริญทางวัตถุอย่างเดียว แต่เป็นสังคมที่ผู้คนคืนสู่ความปรองดองสมานฉันท์ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่แบ่งแยกสีผิว ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย คนชนบทกับคนเมือง คนผิวสีกับคนผิวขาว

ในอัตชีวประวัติ (Long Walk to Freedom) ที่เริ่มเขียนในคุกและมาจบเอาหลายปีหลังจากถูกปล่อยตัว ตอนหนึ่งบอกว่า ข้าพเจ้าได้เดินบนหนทางยาวไกลไปสู่อิสรภาพ ได้พยายามที่จะไม่สะดุดล้ม ได้เดินพลาดหลายครั้ง แต่ข้าพเจ้าได้พบความลับว่า หลังจากที่ปีนเนินใหญ่ได้แล้ว ก็จะพบว่ายังมีเนินเขาอีกหลายลูกที่ต้องปีน ข้าพเจ้าได้ถือโอกาสหยุดตรงนี้สักพัก เพื่อชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงามรอบตัวข้าพเจ้า และมองกลับไปดูหนทางยาวไกลที่ได้เดินมา แต่ข้าพเจ้าหยุดพักได้เพียงชั่วครูเท่านั้น เพราะที่มาพร้อมกับอิสรภาพคือความรับผิดชอบ และข้าพเจ้าไม่สามารถพักนาน เพราะทางเดินอันยาวไกลของข้าพเจ้ายังไม่สิ้นสุดŽ

วันนี้การเดินของเนลสัน แมนเดลาได้สิ้นสุดลงแล้ว เป็น 95 ปีที่มีคุณค่าไม่เพียงแต่สำหรับประเทศแอฟริกาใต้ แต่สำหรับมนุษยชาติ ที่ควรต้องเรียนรู้จากชีวิตของเขา จากเหตุการณ์ในประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีเศรษฐกิจที่โชติช่วงชัชวาล แต่ตั้งอยู่บนโศกนาฎกรรมและความเลวร้ายทางสังคม

แอฟริกาใต้ให้บทเรียนที่สอนว่า การเน้นตัวเลขทางเศรษฐกิจมวลรวมโดยละเลยปัญหาทางสังคมจะนำมาซึ่งความทันสมัยที่ไม่พัฒนา และสร้างปัญหาและความขัดแย้งให้แก่ประเทศชาติยิ่งกว่าอีก สังคมที่จ่ายค่าจ้างในงานเดียวกัน แต่แตกต่างกันเพราะสีผิว สังคมที่คนผิวดำทำรายได้ปีหนึ่งไม่เท่ากับคนผิวขาวที่ทำได้ในหนึ่งสัปดาห์ สังคมที่ไม่มีความเป็นธรรมย่อมไม่ชอบธรรม

เนลสัน แมนเดลา ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้ไม่กี่ปีหลังจากได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เขาบอกในการสัมภาษณ์ของบีบีซีครั้งหนึ่ว่า ผมไม่ใช่พระศรีอาริย์ ผมเป็นเพียงคนธรรมดาที่มาเป็นผู้นำเพราะสถานการณ์แวดล้อมที่ไม่ปกติเท่านั้นŽ

นี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างเพื่อถ่อมตน แต่เป็นการยอมรับความจริงว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแอฟริกาใต้นั้นไม่ได้เกิดเพราะตัวเขาคนเดียว หรือผู้นำศักดิ์สิทธิ์ที่มาด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติ แต่เพราะมีขบวนการต่อสู้ที่ยาวนานจากประชาชน การสนับสนุน แรงกดดันจากนานาชาติและขบวนการสร้างความปรองดองที่หลายฝ่ายจากหลายประเทศได้เข้าไปมีส่วนร่วม

แมนเดลาเป็นผู้นำที่ทำให้เกิดความสมานฉันท์และสันติภาพขึ้นในแอฟริกาใต้ แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ใช้ อหิงสาŽ หรือสันติวีธีในความหมายของคานธีหรือทางวิชาการรัฐศาสตร์ เขาได้ก่อตั้งและร่วมกันต่อสู้ในขบวนการสภาแห่งชาติแอฟริกัน (ANC African National Congress) ทั้งใต้ดิน บนดิน ทั้งด้วยอาวุธ และด้วยสันติวิธี ใช้การเดินขบวน อารยะขัดขืน และวิธีการต่างๆ

ตอนแรกๆ เขาใช้สันติวิธี และได้แรงบันดาลใจจากขบวนการสิทธิพลเมืองและ สัตยาเคราะห์Ž ของมหาตมะ คานธีผู้ซึ่งเคยอยู่ที่แอฟริกาใต้ถึง 20 ปี และได้รับบทเรียนของการกดขี่และความไม่เป็นธรรมไม่ได้แตกต่างไปจากคนผิวดำ แต่แมนเดลาและ ANC ได้เริ่มใช้ความรุนแรงเมื่อกลุ่มคนผิวดำหลายพันคนเดินขบวนประท้วงไปยังสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง และถูกยิงเสียชีวิต 69 คน

แมนเดลาสารภาพว่า การต่อสู้ที่ยาวนานแบบสันติวิธีของ ANC ไม่ได้ผล รัฐบาลและคนผิวขาวที่ปกครองประเทศไม่ได้รู้สึกระคายจากการประท้วงต่างๆ ซ้ำยังเพิ่มมาตรการที่แข็งกร้าวและรุนแรงกว่าเดิมเพื่อตอบโต้ผู้ประท้วงจนดูเหมือนว่าหมดหนทาง

เนลสัน แมนเดลา ใช้เวลา 5 ปีในตำแหน่งประธานาธิบดีในการฟื้นฟูบูรณะประเทศ ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นงานที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้การต่อสู้ก่อนหน้านั้น เพราะต้องใช้วิธีการต่างๆ ซึ่งเขาสรุปว่า ในท้ายที่สุดแล้ว อาวุธที่มีพลังที่สุดเพื่อการเปลี่ยนโลก คือ การศึกษาŽ

เขาเองได้เรียนกฏหมายระดับปริญญาตรีในคุก เรียนทางไกล และเรียนกับหลายมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยลอนดอนและมหาวิทยาลัยในแอฟริกาใต้เอง เขาเรียกคุกที่ถูกขังว่า มหาวิทยาลัยร็อบเบนŽ เขาจึงสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะคนที่ขาดโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี

สถานการณ์บ้านเราหลายอย่างไม่ได้แตกต่างจากแอฟริกาใต้ มีความแตกแยกอย่างชัดเจน มีความรังเกียจคนจน คนบ้านนอก ไม่ได้ให้โอกาสผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมสูงมาก มีการโกงอำนาจ โกงงบประมาณแผ่นดิน แสวงหาประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประเทศส่วนรวม มีความโกรธ เกลียด เคียดแค้นและแบ่งแยกด้วยสีที่ตนเองสร้างขึ้นมา

ประเทศไทยไม่ใช่แอฟริกาใต้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ใช่เนลสัน แมนเดลา แต่ประชาชนของสองประเทศนี้ก็ถูกแบ่งแยก ถูกกดขี่ ครอบงำ ยึดอำนาจทางการเมือง ทางเศรษฐกิจสังคมโดยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอ้างประชาธิปไตย และประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเอาอำนาจอธิปไตยของตนเองคืนมาเหมือนกัน

ไม่ว่าสถานการณ์สองสามวันนี้จะจบอย่างไร หนทางสู่อิสระภาพของปวงชนชาวไทยยังอีกยาวไกล ยังมีภูเขาอีกหลายลูกที่ต้องปีนข้าม เพื่อจะได้เห็นขอบฟ้าสีทองผ่องอำไพจริงๆ

Last modified on Sunday, 15 December 2013 17:54