phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 14 November 2013 21:33

เดินไปข้างหน้า Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 13 พ.ย. 2556

หลายปีก่อน หลังการอภิปราย มีคนถามอาจารย์ ส.ศิวรักษ์หลายคำถาม เมื่อคนถามพูดจบ ท่านนิ่งเฉยพักหนึ่งแล้วบอกว่า ตอบแล้วŽ เป็นธรรมดาที่มีคำถามที่ไม่อยากตอบเพราะไม่มีคำตอบ หรือไม่ควรตอบ หรือไม่อยากตอบ ตอบไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร

มีคนถามว่า สังคมไทยจะเดินไปทางไหน ปราชญ์แห่งสยามตอบว่า เดินไปข้างหน้าŽ

สังคมไทยวันนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ อาจจะดูเหมือนหยุด หรือถอย แต่เป็นกระบวนการทางวิภาษวิธี เป็นพัฒนาการของประวัติศาสตร์ ซึ่งอธิบายได้ว่าเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของจิตวิญญาณ หรือพลังร่วมแห่งสังคมที่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่

 

 

สังคมไทยกำลังเดินไปข้างหน้า ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เรียกปรากฏการณ์นี้หลายปีที่ผ่านมาว่า ลอกคราบŽ เป็นการเปรียบเทียบเพียงบางแง่มุม เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เจ็บปวดกว่าการลอกคราบ อาจจะมีเลือดไหลไม่เพียงแต่ ซิบๆŽ แต่อาจ นองแผ่นดินŽ และต้องอาศัยเวลายาวนานเพื่อถ่ายเลือดใหม่ หรือเพื่อสร้างเลือดใหม่ สังคมไทยอาจเป็นคนไข้ที่ต้องเข้าห้องไอซียู ต้องพักฟื้นนานกว่าจะลุกเดินได้อีก

 คำอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงมาจากพลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ เป็นคำอธิบายแบบจิตนิยมที่เรียกกันว่า จิตนิยมวิภาษ (dialectic idealism) ขณะที่วัตถุนิยมอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เกิดจากการต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ความเสมอภาค พ้นจากการกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ การครอบงำ

วัตถุนิยมวิภาษ (dialectic materialism) เป็นแนวคิดที่มาร์กซ์และเองเกิลใช้ไม่เพียงแต่เพื่ออธิบายสังคม แต่เพื่อเป็นฐานคิดใหม่ให้เป็นอุดมการณ์ทาง เศรษฐกิจการเมืองที่เรียกกันรวมๆ ว่า สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งแยกย่อยออกไปเป็นแบบต่างๆ ตามค่าย ตามสำนัก ใหญ่ๆ ก็มีของรัสเซียกับของจีน ซึ่งค่อยๆ ล่มสลายกลายพันธุ์

สังคมไทยใช้หลายแนวคิดหลายอุดมการณ์ผสมผสานกันตลอดมา เป็นสังคมนิยมอ่อนๆ ตอนหลังการปฏิวัติ 2475 ค่อยๆ กลายเป็นทุนนิยมเต็มตัวตั้งแต่ 2504 ที่ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม คู่ขนานไปกับอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่ตั้งหลักอยู่ในป่า ตั้งใจจะเอาป่าล้อมเมือง แต่ก็ไม่สำเร็จ

เผด็จการทหารถูกขบวนการประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาประชาชนโค่นล้มลงในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 แต่ก็สวิงกลับมาอีกในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 และเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเรื่อยมาจนค่อยๆ ถูกอำนาจทุนนิยมเข้ายึดครอง ก้าวกระโดดไปสุดขั้วหลัง 2544 เมื่อพรรคไทยรักไทยได้อำนาจ และมาพร้อมกับประชานิยม และการลุแก่อำนาจ (power abuse) จนเกิดรัฐประหารเมื่อปี 2549

เหตุการณ์ตั้งแต่ 2549 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 7 ปีของการต่อสู้ที่เข้มข้น ซึ่งบางคนอธิบายว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่ ระหว่างอำมาตย์กับไพร่ ระหว่างเผด็จการทหารกับประชาธิปไตย ซึ่งก็เป็นวาทกรรมที่สร้างกันขึ้นมาเพื่อให้คำอธิบายและสร้างความชอบธรรมให้ปรากฏการณ์ต่างๆ

ที่จริง ลึกๆ แล้วความขัดแย้งมีความซับซ้อนมากกว่าเพียงแค่การแย่งอำนาจเก่าใหม่ เพียงแต่ว่า สถาบันทางสังคมแบบดั้งเดิม เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน ร้อยรัดให้ผู้คนเป็นหนึ่งเดียว และรวมกันต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง การคอร์รัปชั่นในรูปแบบต่างๆ การโกงกินงบประมาณ การคอร์รัปชั่นอำนาจ การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย การขายชาติขายแผ่นดิน

ไม่ใช่เรื่องการขายไทยคมให้สิงคโปร์อย่างเดียวที่ทำให้คนลุกขึ้นมาไล่คุณทักษิณ ไม่ใช่พรบ.นิรโทษกรรมอย่างเดียวที่คนลุกขึ้นมาแสดงพลังไม่เห็นด้วยและขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่เป็นทุกเรื่องที่เลวร้ายรวมกัน สั่งสมมานาน รวมกันจนถึงเหตุการณ์อันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ลาหลังหัก จึงลุกขึ้นสู้

การต่อสู้ที่ผ่านมาเกี่ยวข้องกับ อุดมการณ์Ž อะไรหรือไม่ ถ้าอุดมการณ์หมายถึงแนวคิดหรือปรัชญาที่เป็นหลักในการทำงานก็มีอย่างแน่นอน แต่เป็นอุดมการณ์แบบไหน ทุกฝ่ายอ้างประชาธิปไตย (ที่แท้) กันทั้งนั้นแม้แต่ในประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ทุกฝ่ายอ้างว่ามี อุดมการณ์Ž กันทั้งนั้น แม้ว่าท้ายที่สุดส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการแสวงผลประโยชน์เพื่อตน พวกพ้อง ไม่ใช่เพื่อส่วนรวม

มีการอ้างอุดมการณ์เพื่อสร้างความชอบธรรม ถ้าเป็นแบบคอมมิวนิสต์ก็ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ล้างสมอง ใช้สื่อ ใช้การรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ ทีวี เคเบิลทีวี วิทยุ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนที่มีอยู่กว่า 7,000 แห่ง ที่คนเสื้อแดงใช้เพื่อสร้างแนวร่วม บวกกับโรงเรียนการเมืองเสื้อแดงที่เปิดในที่ต่างๆ วิธีการแบบคอมมิวนิสต์ในอดีต ที่ผู้นำเสื้อแดงและผู้นำบางคนในรัฐบาลเคยอยู่ในป่าและเคยผ่านเคยใช้มาก่อน

เป็นการแย่งอำนาจนำ (hegemony) เพื่อครอบงำมวลชน ครอบงำเชิงสังคมวัฒนธรรม ทำให้มวลชนรับเอาระบบคุณค่า วิธีคิดแบบนี้โดยไม่มีคำถามหรือข้อโต้แย้ง ภารกิจที่ส่วนหนึ่งก็ต้องใช้ทุนจำนวนมาก นอกจากโครงการประชานิยม ยังต้องใช้ทุนพิเศษเพื่องานพิเศษ เช่น การระดมคนเพื่อมารวมกัน รณรงค์ ประท้วง หรือกลายเป็นอวังการ์ด แนวหน้าเพื่อรุกเพื่อรับให้กับรัฐบาล

อำนาจทหารและอำมาตย์ก็เคยใช้กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน เคยใช้วิทยุปลุกระดม เปิดเพลง คนหนักแผ่นดินŽ ให้ขวาพิฆาตซ้ายในยุคก่อน 6 ตุลาฯ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ประชาชนล้มเผด็จการทหาร วันนี้ประชาชนจะล้มเผด็จการรัฐสภา เผด็จการนายทุนได้หรือไม่ก็คอยดูการคลี่คลายของจิตแห่งประวัติศาสตร์

เพื่อเข้าใจเหตุการณ์พฤศจิกา 2556 คงต้องมานั่งเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ เพราะถ้าไม่เข้าใจอดีตก็คงไม่เข้าใจปัจจุบัน และมองไม่ออกว่า อนาคตจะไปทางไหน เพราะจิตประวัติศาสตร์ คือ จิตสำนึกของคนไทย ไม่ใช่อะไรที่ลอยมาจากสวรรค์ 

Last modified on Thursday, 21 November 2013 23:56