phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Monday, 17 December 2012 08:32

อาหารท้องถิ่น ตลาดชุมชน Featured

Rate this item
(2 votes)

สยามรัฐรายวัน 12-12-12 

ในยุคที่โลกหมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ กลับมาหาอาหารปลอดพิษ เพื่อชีวิตจะได้ปลอดภัย ไม่เจ็บป่วยไข้ด้วยโรคร้ายแรงมากมายอย่างวันนี้ ชุมชนอยู่ในสถานะที่ดีกว่าใครๆ เพราะมีดิน มีน้ำ มีแดด สามารถจัดการอาหารปลอดภัยสำหรับตนเองและครอบครัวได้ดีกว่า

      ไม่จำเป็นต้องมีที่ดินเป็นไร่ๆ แม้ไม่กี่ตารางวาก็สามารถผลิตอาหารและพลังงานได้อย่างพอเพียงถ้าหากมีความรู้และมีสำนึกในเรื่องนี้

      อาหารปลอดภัยเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมทุนนิยมที่ผลิตทุกอย่างแบบอุตสาหกรรม ทำการตลาดแบบมวลชน ตลาดติดแอร์ หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตตามห้างสรรพสินค้าวันนี้มีผัก ผลไม้ อาหารติดสลากว่า “ปลอดสาร” แต่มีการวิจัยพบว่า อาหารจำนวนมากไม่ได้ “ปลอดสาร” จริง มีสารตกค้างเกินมาตรฐาน หมายความว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพเมื่อสะสมในร่างกาย ที่มาของโรคภัยร้ายแรงทั้งหลาย

 

     ผู้ผลิตสินค้าเกษตรส่งตลาดวันนี้เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ หรือไม่ก็เป็นนายหน้าพ่อค้าคนกลางที่ไปรวบรวมสินค้าจากผู้ผลิตรายย่อย มีการอ้างว่า “ปลอดสาร” คือ มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตอย่างถูกต้องเหมาะสม และเก็บไปส่งตลาดเมื่อ “ปลอดสาร” แล้ว

      ปัญหามีอยู่ว่า แล้วผู้บริโภคจะรู้ได้อย่างไรว่าปลอดสารจริง เพราะมีการสุ่มพบว่า ผักผลไม้จำนวนมากไม่ได้ปลอดสารตามมาตรฐานสากล แม้แต่การส่งไปยุโรปที่เขามีการตรวจสอบเข้มงวดยังกล้าโกง เอาผักไม่ปลอดสารยัดไส้ไปขายเขา แล้วตลาดไทยๆ ที่ไม่ได้เคร่งครัดจะเหลืออะไร

      โลกทุนนิยมไม่ปรานีใคร ต้องรีบ ต้องทำเวลา คนขับสิบล้อเคยเล่าให้ฟังว่า ขนผักมาจากเหนือลงกรุงเทพฯ แทบไม่ได้จอดเลย แม้แต่ฉี่ยังฉี่ใส่ขวดขณะที่ขับรถนั่นเอง ต้องทำเวลาไปให้ทัน ไม่เช่นนั้นคู่แข่งไปถึงก่อน ได้ราคาดีกว่า แล้วจะมีผู้ผลิตที่ไหนมีเวลารอให้ “สารเคมีหมด” ก่อนเก็บผักไปขาย

      ได้พูดคุยกับผู้ผลิตผักรายใหญ่ที่ปลูกผักเกือบพันไร่ที่โคราช เขาบอกว่า วันนี้เขาปลูกผักปลอดสาร (โดยไม่ได้อธิบายมากกว่านี้) และไม่สามารถปลูกผัก “ไร้สาร” หรือ ผักอินทรีย์ได้ เพราะรับรองเจ๊งแน่นอน “ไม่ทันกิน” และไม่สามารถสู้รบปรบมือกับศัตรูพืชร้อยแปดได้

      คนปลูกผักทันสมัยรายนี้ยอมรับว่า ถ้าเป็นการปลูกขนาดเล็ก เพื่อตลาดท้องถิ่น สามารถทำได้ ยิ่งถ้าหากทำกันในครัวเรือน เหลือกินก็เอาไปขายตลาดหมู่บ้านตำบลก็ยิ่งทำได้ง่าย แต่คนเรามักง่าย ไม่ยอมปลูก รอแต่จะซื้อจากรถพุ่มพวงบ้าง จากตลาดในท้องถิ่นที่ไปรับผักจากเมืองที่มาจากคนปลูกร้อยพ่อพันแม่

     ตลาดชุมชนวันนี้มีไม่มากนัก แต่ก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น โตขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนชนบทก็กลัวตาย กลัวเป็นมะเร็งและโรคร้ายแรงเหมือนคนเมือง ตลาดชุมชนที่มีผัก ผลไม้ ข้าวปลาอาหารที่ปลูกเองเลี้ยงเองจึงมีมากมายหลายอย่าง มีทางเลือกดีๆ กว้างขวางมากขึ้น

      ก่อนนี้เคยมีค่านิยมผิดๆ ว่า คนอ้วนเป็นคนกินดีอยู่ดี สุขภาพดี วันนี้เปลี่ยนไป กลายเป็นคนขี้โรคและไม่น่าอิจฉาอีกต่อไป หรือคนมีพุงที่เคยคิดว่าเท่ห์หุ่นเสี่ย เช่นเดียวกับคนที่นั่งๆ นอนๆ รอเงินจากลูกส่งมาให้ซื้ออยู่ซื้อกินจากรถพุ่มพวง ก่อนนี้ถือว่าเป็นคนโชคดี ไม่ต้องทำอะไรเลย วันนี้ไม่มีคนอิจฉาคนเหล่านี้ เพราะส่วนใหญ่อยู่ได้ไม่นานก็ป่วย เป็นโน่นเป็นนี่ บางคนได้นั่งกินนอนกิน ให้คนป้อนข้าวป้อนน้ำอย่างถาวร

      สู้คนที่ลุกขึ้นมาปลูกผัก เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ ทำอะไรกินเองโดยไม่ต้องซื้อ ได้ลดรายจ่าย ได้อาหารดีๆ มีคุณค่าและไร้สารพิษ ที่สำคัญ ได้ออกกำลังกาย ได้เหงื่อ ได้สุขภาพดี เหลือกินก็เอาไปขายตลาดในหมู่บ้าน หรือมีคนมารวบรวมไปขายในตลาดเมือง มีรายได้อีกต่างหาก ดีกว่านั่งหายใจทิ้ง

      อยู่ที่ว่า การส่งเสริมสุขภาพของบรรดา อปท.ทั้งหลายทำอย่างเป็นระบบเพียงใด ช่วยกันพัฒนาสำนึกใหม่เรื่องสุขภาวะของประชาชน เริ่มต้นจากการพึ่งตนเองด้านอาหาร การจัดการการกินการอยู่ การจัดการตลาดชุมชนเพื่อรองรับอาหารที่ชาวบ้านผลิตเองเพื่อกิน เหลือก็เอามารวมกันขาย

      ทำเช่นนี้ได้ อาหารจากภายนอกก็จะเริ่มลดลง คนในชุมชนจะมีทางเลือกมากยิ่งขึ้น วันนี้มีคนที่ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เอาไปขายในตลาดหมู่บ้านตำบล ไม่ต้องวางที่ไหน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปตระเวนรอบเดียวก็หมด ทุกคนรู้ว่า มาจากคนที่ทำแบบไร้สาร แบบอินทรีย์ของแท้

      ตลาดอิ่มบุญ ตลาดไร้สารที่เชียงใหม่ทำมาน่าจะ 20 ปีแล้ว วันนี้เติบโตมาก ชาวบ้านในหลายอำเภอที่เป็นสมาชิกผลิตไม่ทันความต้องการของผู้บริโภคทั้งที่เชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง มีการขายส่งให้สถานศึกษา สถาบัน องค์กรหน่วยงานต่างๆ มีความสัมพันธ์คล้ายกับขบวนการไดอิชิที่ญี่ปุ่นที่ทำกันมานานที่ผู้ผลิตและผู้บริโภครู้จักกัน ผลิตอาหารปลอดภัยขายส่งตรงถึงบ้าน

      ทุนนิยมมีข้อจำกัดในการผลิตอาหารปลอดภัยแบบไร้สาร ชุมชนสามารถทำได้ดีกว่า ไม่ว่าอาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ต่างๆ ที่ต้อง “ทำด้วยมือ” และที่สำคัญ “ทำด้วยใจ” ทำให้ได้ผลผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สีสันและคุณภาพปลอดภัยเป็นธรรมชาติ

      การปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ที่ไม่ต้องใช้สารเคมี มีแต่ชาวบ้านชุมชนเท่านั้นที่ทำได้ดี เพราะมีขนาดเล็ก ควบคุมได้ง่าย แต่ละคนทำเล็กๆ แต่ทำเป็นเครือข่าย เป็นขบวนการที่ผสานพลังกัน 

     อมาตยา เซน รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดียบอกว่า “เมื่อเศรษฐกิจทุนนิยมล่มสลาย เศรษฐกิจอาหารท้องถิ่นจะกลับมา” วันนี้ทุนนิยมเป็นขาลง ขณะที่ชุมชนเป็นขาขึ้น

Last modified on Monday, 17 December 2012 08:34