phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 09 October 2013 21:19

คนหายไปไหน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 9 ตุลาคม 2556

เจ้าชายน้อยเดินทางมาจากดวงดาว ผ่านดาวมากมายหลายดวง แต่ละดวงมีคนประเภทต่างๆ เมื่อมาถึงโลกก็ตื่นเต้นคิดว่าจะได้พบคนเป็นจำนวนมาก แต่ผิดหวัง เพราะเห็นแค่ 6-7 คนเท่านั้น จึงถามดอกไม้ว่า คนหายไปไหนหมด ดอกไม้ตอบว่า “คนไม่มีรากเหง้า ลมพัดมาแรงๆ หายไปในทะเลทรายหมดเลย”

          เจ้าชายน้อย (The Little Prince) เป็นหนังสือนวนิยายเชิงปรัชญาของนักเขียนชาวฝรั่งเศส แปลเป็นไทยมาหลายสิบปี เป็นหนังสือที่อ่านได้ทุกเพศทุกวัย อ่านทีไรก็ได้ความคิด สะกิดคนวันนี้ที่ส่วนหนึ่งก็ไม่ได้แตกต่างไปจากคนในยุคก่อนสมัยใดอะไรนัก

คนในแต่ละยุคสมัยถูกครอบงำโดยกระแสหลัก ทำให้คนไม่ให้เป็นตัวของตัวเอง ทำอะไรไปตามกระแส คิดเองไม่ได้ ตัดสินใจเองไม่ได้ เลือกเองไม่ได้ ต้องให้กระแสเป็นผู้กำหนด อย่างที่สะท้อนใน Network หนังฮอลลิวู้ดเมื่อ 40 ปีก่อนว่า “ท่านผู้ชมทั้งหลาย พวกท่านคิดเหมือนทีวี ทำเหมือนทีวี กินอย่างที่ทีวีสั่ง ซื้ออะไร สวมไส่อะไรอย่างที่เห็นในทีวี”

          อย่างไรก็ดี ทุกยุคทุกสมัย ผู้คนต่างก็โหยหาความหมาย แสวงหาความเป็นตัวของตัวเอง และมีคนจำนวนหนึ่งแม้จะมีไม่มาก อาจเหลือแค่ “6-7 คน” อย่างในหนังสือเจ้าชายน้อย ที่เป็นตัวแทนของสังคม แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ได้แสดงออก

 

          ในทศวรรษที่ 1960 คนหนุ่มคนสาวในยุโรปได้ลุกขึ้นมาเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิวัติวัฒนธรรม ให้ผู้คนเป็นอิสระจากการถูกครอบงำโดยอำนาจต่างๆ ไม่ว่าวัฒนธรรม ศาสนา เศรษฐกิจ การเมือง  บางกลุ่มไว้ผมยาว ใส่กางเกงยีน เสื้อยืด ฮิปปี้เป็นกลุ่มหนึ่งที่แสดงออกด้วยเอกลักษณ์ของคนยุคใหม่ที่ใฝ่หาอัตลักษณ์ใหม่

          นักคิดนักปรัชญาได้สะท้อนแนวคิดของการขบถต่ออำนาจครอบงำมาก่อนหน้านั้นนานแล้ว นิทเช่ นักปรัชญาชาวเยอรมันได้ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้ผู้คนพ้นจากการถูกครอบงำจากวัฒนธรรมตะวันตกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนาคริสต์มายาวนานสองพันปี

          นักศึกษาไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้วก็ได้แสดงออกถึงวิญญาณขบถจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา และการต่อสู้กับอำนาจได้นำไปสู่เหตุการณ์ 6 ตุลา การหวนกลับไปสู่การครอบงำของอำนาจในอีกรูปแบบหนึ่ง นักศึกษาหลัง 14 ตุลา เป็นตัวแทนของวิญญาณเสรี ผู้มีจิตใจเป็นขบถ

ขณะที่หลัง 6 ตุลา นักศึกษาอยู่ในยุคสายลมแสงแดด เรื่อยๆ มาเรียงๆ เรียนหนังสือเพื่อจะได้งานทำดีๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปเดินขบวนประท้วงอะไรที่ไหน คนที่ขบถเข้าป่าไปหมดแล้ว เป็นยุคที่ทุนนิยมค่อยๆ เฟื่องฟู ผ่านวิกฤติน้ำมัน วิกฤติเศรษฐกิจ ไปถึงยุคโชติช่วงชัชวาลของทศวรรษที่ 2530 ก่อนฟองสบู่แตก

นักศึกษาไทยวันนี้ไม่มีเวลาไปเดินไปประท้วงไม่ใช่เพราะต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้งานทำดีๆ เท่านั้น แต่เพราะต้องก้มหน้าก้มตาใช้มือถือจนมือหงิก จดจ่ออยู่กับมือถือเกือบตลอดเวลาไม่ว่าอยู่ที่ไหน แต่ก็มีหลายคนที่เป็นข่าวเพราะทำอะไรประหลาดๆ แต่ก็หาเนื้อหาสาระอะไรจริงๆ ไม่ได้ เหมือนกับขบถแต่ไม่ใช่ขบถ เป็นอะไรที่เกือบจะจริง แต่ดูเหมือนปลอมมากกว่า อย่างกรณีที่เกิดในธรรมศาสตร์เมื่อไม่นาน

แต่ถามว่า วิญญาณขบถยังอยู่ในใจของคนรุ่นใหม่ไหม ก็ต้องตอบว่ามีอยู่อย่างแน่นอน แต่สังคมวันนี้หาคนหาเหตุการณ์ที่พอจะจุดประกายไฟที่ว่านี้ได้ค่อนข้างยาก เขื่อนแม่วงก์เป็นเรื่องหนึ่งที่ปลุกได้บ้าง แม้จะไม่เป็นเรือนหมื่นเรือนแสนและมีผลกระทบในวงกว้างจริง แต่ก็ทำให้อำนาจรัฐหวั่นไหวและต้องปรับนโยบายได้เหมือนกัน

นักศึกษาไทยเป็นผลผลิตของสังคมไทย และการศึกษาไทย มีส่วนน้อยที่สามารถสลัดหลุดจากการครอบงำของกระแสหลัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในวงจรของ “สายลมแสงแดด” ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่อง “สังคม” ถ้ามีอะไรที่ไปเกี่ยวกับสังคม กับชุมชน ก็เพราะอาจารย์ให้ไปทำงาน ให้ไปเก็บข้อมูล

การศึกษาไทย “ไม่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสังคม จึงอ่อนแอทางปัญญา เพราะไม่รู้จริงกับปัญหา” อย่างที่คุณหมอประเวศ วะสีท่านบอก  การศึกษาดึงคนออกจากรากเหง้าของตนเอง การศึกษาทำให้คนแปลกแยกจากวิถีของชุมชน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คนต้องกลับไปหาวิถีแบบเดิมๆ แต่หมายถึงการมีสำนึกประวัติศาสตร์ และสามารถเดินหน้าเป็นผู้นำธงของสังคมใหม่ สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ได้

การศึกษาไทยไม่ช่วยให้คนสืบทอดคุณค่าอันเป็นรากฐานชีวิตของตนเองได้ เพราะการลงไปหาชุมชนที่ทำๆ กัน ถ้าไม่ลงไปเพื่อสอนสั่งชาวบ้านเหมือนนักศึกษาในยุคหลัง 14 ตุลา ที่ไปสอนประชาธิปไตย ก็เหมือนนักศึกษาภาคฤดูร้อนที่ไปออกค่าย ไปสร้างศาลา สร้างส้วมให้ชาวบ้าน หรืออย่างที่สามที่อาจารย์นักศึกษาทำกันเมื่อไปชุมชนวันนี้ คือไปเก็บข้อมูล แล้วเอามาทำรายงาน ทำวิจัย

การแสวงหาความหมาย แสวงหาอัตลักษณ์ของตนเองเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคนเรามีรากเหง้า มีจุดยืนทางประวัติศาสตร์ มีสำนึกของตนเอง ไม่ใช่สำนึกที่สังคมกำหนด รัฐกำหนด พ่อค้ากำหนด หมอกำหนด ครูกำหนด คนอื่นกำหนด ยกเว้นตัวเอง

จะรื้อของเก่าเพื่อสร้างใหม่ อย่างวาทกรรมของปรัชญาโพสท์โมเดิร์นที่นักวิชาการชอบอ้าง อย่างไรก็ต้องมีรากมีฐานเดิม สำนึกการมีพ่อมีแม่ มีถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ได้เป็นอุปสรรคที่คุณจะเป็นตัวของตัวเอง คิดสิ่งใหม่ๆ ทำอะไรใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ชีวิตและสังคม

Last modified on Monday, 15 December 2014 10:42