phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 03 October 2013 10:11

วัฒนธรรมอำนาจ ประชาธิปไตยไสยศาสตร์ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 2 ตุลาคม 2556

ความสับสนทำให้คนยึดถือรูปแบบแทนเนื้อหา เหมาเอาว่ารูปแบบคือเนื้อหาทั้งหมด เลยหยุดอยู่แต่เพียงที่รูปแบบ ไม่ได้เข้าถึงเนื้อหา ทำให้คนคิดว่าการศึกษาคือใบปริญญา ขอให้มีรูปรับปริญญาติดไว้ที่ฝาบ้าน เวลาไปสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าระดับใดก็มักเอารูปที่ตนเองใส่เสื้อครุยไปหาเสียง

     คนจำนวนมากไปเรียนปริญญาเอกเพียงเพราะอยากได้ชื่อว่าเป็นด็อกเตอร์ มีคำว่า "ดร." นำหน้าก็เท่แล้ว ไม่ได้สนใจเล่าเรียนอะไรจริงจัง ไม่อ่านหนังสือ ไม่ขวนขวายหาความรู้ ไม่ได้คิดอะไรใหม่ๆ วิทยานิพนธ์ปริญญาโทปริญญาเอกคิดชื่ออะไรไม่ออกก็จึงมักเริ่มต้นด้วยคำว่า "รูปแบบ" และส่วนใหญ่ก็ได้แต่รูปแบบ ไม่มีเนื้อหาสาระจริงๆ 

     ครูบาอาจารย์โรงเรียนประถมมัธยมไปประชุมสัมมนา หรือร่วมงานต่างๆ ขณะที่คนอื่นเขาแต่งตัวกันสุภาพธรรมดา คุณครูมักผูกไทด์ใส่สูท เหงื่อแตกท่วมตัวไม่เป็นไรขอให้ได้แต่งตัวโก้ๆ ไปออกงาน บางคนไปตีกอล์ฟกินไวน์ รายได้ต่ำรสนิยมสูง

     การศึกษาในมหาวิทยาลัยก็คล้ายกัน ได้แต่รูปแบบมากมาย ไม่ได้เนื้อหาสาระของการเรียนรู้ ต้องการให้คนคิดแบบเดียวกัน ทำแบบเดียวกัน แต่งตัวแบบเดียวกัน รับความคิดเห็นต่างไม่ค่อยได้ จึงได้แต่ท่องหนังสือ เรียนหนังสือ ไม่ได้รู้วิชาที่เอามาแก้ปัญหาพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม

 

     การยึดรูปแบบแทนเนื้อหาทำให้ยึดระเบียบปฏิบัติแบบเดียว ไม่ยอมรับความหลากหลายที่แตกต่าง เป็นลักษณะหนึ่งของ "อำนาจ" เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีวัฒนธรรมอำนาจสูง ผู้คนอาศัยรูปแบบภายนอกเพื่อแสดงออกถึงอำนาจ ไม่ว่าอำนาจจริงหรืออำนาจที่อยากมี ซึ่งอาจเป็นปมเขื่องเพื่อกลบปมด้อย มากกว่าจะเป็นตัวแทนของ "ของจริง" หรือเนื้อหาที่แท้

     ในทำนองเดียวกัน การยึดเอาเครื่องหมายภายนอกว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับความเป็นจริงที่เครื่องหมายนั้นเป็นตัวแทนหรือหมายถึงก็มีลักษณะของการพยายามควบคุมอำนาจ การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง

     คนจำนวนมากบูชาหรือแขวน "พระ" เพราะเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ทำให้แคล้วคลาด ป้องกันตนเองจากภัยอันตราย รูปเคารพต่างๆ จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนหรือเครื่องบ่งชี้ให้คนรำลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หลักธรรมคำสอนแต่กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นเอง ชาวบ้านโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่นั่งอยู่ในบ้าน เห็นรถยนต์วิ่งผ่านจึงก้มลงกราบไหว้ "พระธาตุ" จำลองที่ทำด้วยโฟมที่เขาตั้งไว้บนรถปิ๊กอัพแห่ไปประชาสัมพันธ์งานไหว้พระธาตุที่นครศรีธรรมราช

     ท่านอาจารย์พุทธทาสได้แสดงปาฐกถาธรรมที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ท่านบอกว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กลายเป็นอุปสรรคของการเข้าถึงธรรม เพราะคนไปยึดติดกับรูปพระพุทธเจ้า กับตัวหนังสือหรือคัมภีร์ และบุคคลที่ห่มผ้าเหลือง แต่ไม่ได้เข้าถึง "แก่น" ของ "ศาสนา"

     เหมือนคนที่นั่งเรือข้ามฟาก แต่ติดใจเรือมากจนไม่อยากลุกเพื่อก้าวเดินขึ้นฝั่งเมื่อเรือไปถึง เช่นนี้จะทำให้หลุดพ้นได้อย่างไร  และถึงที่สุดแล้ว หลุดพ้นก็ต้องก้าวข้ามแม้แต่ความสุข เหมือน "มะพร้าวนาฬิเก" ที่ขึ้นอยู่โนเนกลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง กลางทะเลขี้ผึ้งถึงแต่คนพ้นบุญเอย เพลงกล่อมเด็กที่ท่านพุทธทาสนำมาอธิบายต้นมะพร้าวกลางสระน้ำที่สวนโมกข์ หนึ่งในสื่อการสอนของท่าน

     ศาสนากับไสยศาสตร์ต่างกันนิดเดียว ศาสนาสอนให้ผู้คนยอมสยบต่ออำนาจสูงสุด จะเรียกพระเจ้า ธรรมชาติ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นความจริงสูงสุด ยอมรับวิถีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความหลุดพ้นอันเป็นจุดหมายตามคำสอนของแต่ละศาสนา

     ขณะที่ไสยศาสตร์ทำให้คนพยายามควบคุมอำนาจในธรรมชาติเพื่อให้ประโยชน์แก่ตน จะใช้คาถาอาคม เครื่องลางของขลัง วัตถุมงคลไปจนถึงรูปเคารพทางศาสนาหรือความเชื่อประเพณี ดลบันดาลให้ตนเองได้สิ่งที่ปรารถนา ไม่ว่าให้ถูกหวยถูกเลข ได้โชคได้ลาภ อยู่รอดปลอดภัย

     สังคมไทยเหมือนยังอยู่ในวัฒนธรรมไสยศาสตร์ มีระบอบประชาธิปไตยแบบไสยศาสตร์ เป็นสังคมอุดมอำนาจมากกว่าสังคมอุดมปัญญา มีระบบการศึกษาแบบไสยศาสตร์ ที่คนอยากได้ปริญญามากกว่าอยากได้ความรู้ มีระบบเศรษฐกิจแบบไสยศาสตร์ มีข้าวอยู่เท่าไร ขายไปเท่าไร ได้เงินเท่าไร กลายเป็นความลับที่เปิดเผยต่อประชาชนคนไทยไม่ได้ 

     ดูเหมือนสังคมไทยเต็มไปด้วยมนต์ดำ มีความไม่โปร่งใส ลึกลับซ้บซ้อน ไม่เปิดเผยข้อมูล ไม่เปิดเผยตัวตน เป็นสังคมนิรนาม ข้อมูลข่าวสารแพร่หลายกระจายไปทั่วทางสื่อสังคม เปิดเวทีตามเว็บไซต์แสดงความเห็นอย่างเสรี แต่ไม่เปิดเผยชื่อจริงเหมือนเขียนบัตรสนเท่ห์ ด่ากันไปด่ากันมาอย่างป่าเถื่อนก็มาก

     ศาสนาทำให้คนหลุดพ้น ไสยศาสตร์ทำให้คนเป็นทาส ถูกครอบงำด้วยอำนาจมืด ด้วยความโลภความหลงผิดคิดว่าตนเองสามารถควบคุมอำนาจได้ ทั้งๆ ที่อำนาจนั้นเป็นอยู่ในธรรมชาติตามกฎเกณฑ์

     การศึกษาที่แท้จริงทำให้คนเป็นอิสระ หลุดพ้นจากความไม่รู้ ความยากจน ความเจ็บป่วย ทำให้คนเข้มแข็ง สามารถจัดการชีวิตได้ พึ่งพาตนเองได้ ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เพราะการศึกษากับการพัฒนาเป็นเรื่องเดียวกัน การเรียนรู้กับการดำเนินชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน

     ประชาธิปไตยที่แท้จริง อำนาจเป็นของประชาชน ประชาธิปไตยแบบไสยศาสตร์อำนาจเป็นของนักเลือกตั้งที่เอาตำแหน่งหน้าที่มาใช้เพื่อยึดอำนาจมาเป็นของตนเอง ปกครองแทนที่จะรับใช้ รวบอำนาจแทนที่จะกระจายอำนาจ หาประโยชน์ส่วนตนแทนที่จะทำเพื่อส่วนรวม

Last modified on Monday, 15 December 2014 10:42