phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 09 December 2012 16:03

สบู่ดำทางเลือกหรือทางหลอก Featured

Rate this item
(0 votes)

 

สยามรัฐรายวัน 28 พ.ย. 2555 

เรื่องสบู่ดำเป็นตำนานของความล้มเหลวเช่นเดียวกับอีกหลายๆ อย่างที่มีการส่งเสริมให้ชาวบ้าน เกษตรกรปลูกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนได้ตายจริงๆ เพราะทำแล้วไม่คุ้มทุน เป็นหนี้ และต้องตัดทิ้งเพื่อปลูกอย่างอื่นที่ไม่ว่าระยะสั้นระยะยาวดูจะให้ผลมากกว่า ไม่ว่ายางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง อ้อย

    ที่ล้มเหลวเพราะไปส่งเสริมให้ทำแต่เพียงเพื่อเอาเมล็ดสีดำไปขายโรงงาน ซึ่งที่สุด แม้แต่โรงงานเองก็ม้วนเสื่อเพราะมีคนเอาไปส่งน้อยเกินไป อยู่ไม่ได้พอกัน ขณะที่คนไปส่งเสริมชาวบ้าน บางแห่งเอารถไปโฆษณาถึงหมู่บ้านทุกวัน ไม่ว่าราชการหรือธนาคารเกษตรของรัฐ คนเหล่านี้ไม่เดือดร้อน ไม่มีปัญหา คิดหาปัญหาใหม่ๆ ไปเสนอชาวบ้านกันต่อไป

      สบู่ดำทำได้มากกว่า 10 อย่างถ้าหากมีการเรียนรู้และทำกันจริงๆ โดยไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาคิดถึงแต่เมล็ดแห้งไปขายโรงงาน แต่เอาทุกส่วนมาแปรรูป ใช้ได้ตั้งแต่น้ำมันเชื้อเพลิง ทำแก๊ซชีวภาพ น้ำมันเครื่อง จารบี ทำปุ๋ยคุณภาพสูง ทำเยื่อกระดาษ ทำสมุนไพรได้หลายแบบ รักษาได้หลายโรค ถ้าทำใช้เองในชุมชนก็ทำได้ไม่ยาก และจะคุ้มทุนเป็นอย่างยิ่ง เพราะปลูกง่าย ดูแลง่าย ปลูกคนละห้าต้นสิบต้นตามหัวไร่ปลายนา ข้างบ้าน หลังครัว หลังห้องน้ำ ทำรั้ว จะโตเร็ว จะทำแยกหรือนำมารวมกันทำวิสาหกิจชุมชนก็ทำได้

      อย่างนี้ไม่มีใครส่งเสริมชาวบ้านทำ โดยเฉพาะให้คิดเรื่องการพึ่งตนเองก่อนที่จะไปคิดเรื่องรายได้ ไม่ได้ช่วยให้รอด จะเอาให้รวยอย่างเดียว ถึงได้ไปไม่ถึงไหน

     วันนี้สบู่ดำกำลังได้รับการส่งเสริมให้กลับมาอีก แม้ชาวบ้านจะยังนั่งฟังด้วยความรู้สึกเจ็บปวดในความล้มเหลวที่ผ่านมา แต่ก็ถูกชักจูงทุกวิถีทางเพื่อให้หันมาปลูกอีก เหมือนหญิงสาวที่ถูกชายหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า คราวนี้ก็มาอีกรอบด้วยคำหวาน ไม่รู้ว่าจะต้านไหวหรือไม่

     

      วิธีคิดที่หวังรวย หวังพึ่งนายทุน หวังพึ่งรัฐพึ่งหลวงอย่างวันนี้ เป็นวิธีที่ใช้กันเพื่อครอบงำประชาชน ทำให้คิดไม่เป็น คิดไม่ได้ หรือคิดได้แต่ทางเดียว คิดเป็นเส้นตรง คิดแบบที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะชีวิตจริงไม่ได้เป็นเส้นตรงเรียบง่าย แต่คดเคี้ยว ซับซ้อนและสับสนวุ่นวาย

    วันนี้ไม่ได้มีแต่บริษัทฝรั่งที่ทำการทดลองน้ำมันสบู่ดำกับการบิน การบินไทยเองก็ทำร่วมกับ ปตท.และทราบว่าได้ผลดีไม่แตกต่างไปจากที่ฝรั่งเยอรมันเขาทดลองทำ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการบินทั้งหลายคงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไป คงเริ่มทำการวิจัยและพัฒนาไปกันหมดแล้ว

     ชุมชนกำลังถูกรุกเร้าเรื่องนี้หนักเพราะแม้ว่าเมืองไทยจะใหญ่อุดม ดินดีสมเป็นนาสวน มีมากมายหลายล้านไร่ แต่ก็ต้องการคนปลูก คนทำ เหมือนอินโดนีเซียให้ที่บริษัทของเยอรมันบริษัทหนึ่งปลูกสบู่ดำ 800,000 ไร่ ให้ใช้ที่ดินฟรี แต่ให้จ้างแรงงานในท้องถิ่น ทำให้เกิดงานทำ แต่ที่ชาวบ้านได้ก็คือค่าแรงงานถูกๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้อะไรอื่นจากการปลูกในผืนดินที่ “ชาวบ้านเจ้าของประเทศตัวจริง”

      เรื่องพลังงานทางเลือกเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้มีแผนที่จริงจังชัดเจน ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อบรรลุ แต่ตั้งไว้ให้ดูดีมากกว่า ถ้าในปี 2020 ผลิตพลังงานทางเลือกให้ได้สักร้อยละ 20 ก็ยังดี ทั้งๆ ที่ถ้าหากส่งเสริมกันจริงๆ มากกว่านี้ก็ทำได้

     ไม่ใช่คิดแต่โครงการยักษ์เหมือนมีผลประโยชน์แอบแฝง ซึ่งก็คิดได้ แต่น่าจะคิดส่งเสริมพลังงานชุมชนอย่างจริงจังคู่ขนานกันไป เพราะชุมชนวันนี้มีทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อผลิตพลังงานทางเลือก ขาดอย่างเดียว คือ ความรู้และปัญญา ควมรู้หมายถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่นำมาเสนอแบบเชื่อมโยงจนเป็นความรู้ที่ทำให้เข้าใจว่า สิ่งต่างๆ รอบตัวทำอะไรได้บ้าง และทำอย่างไร

      แต่ความรู้เหล่านี้ ถ้าไม่มีกรอบคิดที่ดี เป้าหมายที่ดี ก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะจะทำให้ชาวบ้านทำแบบเดิมอีก ทำเพื่อหวังรวยอย่างเดียว ฐานคิดที่ถูกต้องคือการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การพึ่งตนเองเป็นอันดับแรก นำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ก็จะกลายเป็นปัญญา

    วันนี้ชุมชนมีดิน ที่สามารถปลูกอะไรก็ขึ้น เลี้ยงอะไรก็โต คนอยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองจะเห็น “วัชพืช” เต็มไปหมด ผักตบชวา จอกแหน สาหร่าย ต้นไม้ใบหญ้าที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อะไรเลย ตามข้างถนนหนทาง หัวไร่ปลายนา พื้นที่สาธารณะ เต็มไปด้วยวัตถุดิบเพื่อนำมาแปรเป็นพลังงาน แล้วนำไปทำปุ๋ยที่มีคุณภาพได้อีก

     นอกนั้นก็มี “ขยะ” ในบ้าน นอกบ้าน จากที่เหลือกินเหลือใช้ หรือที่แล้วใช้แล้วทั้งหลาย เหล่านี้ก็กลายเป็นพลังงาน เป็นปุ๋ยได้ทั้งสิ้น รวมทั้งมูลสัตว์มูลคนที่ทำเป็นพลังงานได้หมด

      แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร ก้มหน้าก้มตาหาเงินเพื่อไปซื้อ “พลังงาน” ทุกรูปแบบ ง่ายกว่า สะดวกกว่า แม้ว่าแพงกว่า ทั้งๆ ที่เวลาก็มี แรงงานก็มี เทคโนโลยีก็มี ขาดแค่ “ใจ” ใจไม่มา ปัญญาก็ไม่เกิด จึงเกิดแต่ปัญหาที่แก้กันไม่จบ