phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Friday, 13 September 2013 11:57

ยางพารา ปัญหาวิธีคิด (2) Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 11 กันยายน 2556

ลุงประยงค์ รณรงค์ ได้รับรางวัลแมกไซไซในฐานะผู้นำชุมชนเมื่อปี 2547 เป็นผู้รอบรู้เรื่องยางพาราดีที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย รู้เพราะทำมากับมือ เรียนรู้ปัญหาและหาวิธีแก้ไขร่วมกับชุมชนมาตลอด ตั้งแต่ทำโรงงานยางชุมชนแห่งแรกเมื่อปี 2527 จนถึงการวิจัยและพัฒนาแผนแม่บทยางพาราไทยเมื่อปี 2540

     วันนี้มีคนไปขอสัมภาษณ์ ขอความเห็นเรื่องปัญหายางพารา ไม่ว่าสื่อมวลชน นักการเมือง ผู้นำชุมชน ลุงประยงค์บอกว่า ไม่ค่อยอยากพูดอะไรอีก นอกจากเหตุผลด้านสุขภาพที่อยู่ในระยะพักฟื้น ก็มีเหตุผลที่ว่าได้พูดไปมากแล้วในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครฟัง ไม่ว่ารัฐบาลหรือชุมชน

     ลุงประยงค์บอกว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้นจำเป็นต้องกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน การจับมือกันของ 3 ประเทศอย่างไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่เพียงพอ ต้องจับมือกับประเทศที่กำลังเริ่มปลูกยางใหม่ๆ อย่างลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม ชวนมาเป็นสมาชิกก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นขู่แข่ง

 

     ไม่มีรัฐบาลไหนทำ วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้กำลังกรีดยางและขายยางให้ประเทศต่างๆ ในราคาที่ถูกกว่าไทย เพราะต้นทุนถูกกว่า ผู้ซื้อต่อรองราคาก็ลดได้ ประเทศต่างๆ ก็ซื้อยางจากประเทศเหล่านี้ถ้าไม่พอแล้วค่อยมาซื้อจากไทยซึ่งราคาสูงกว่า

     ลุงประยงค์บอกว่า เคยไปประชุมประเทศผลิตยางกว่า 24 ประเทศที่เวียงจันทร์เมื่อหลายปีก่อน เห็นได้ชัดว่า ประเทศต่างๆ เขากำลังเร่งผลิต และตัวเลขที่พูดกันในที่ประชุมก็เห็นว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจจะโตเร็วแค่ไหน ยางพาราก็จะล้นโลกอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างวันนี้ ก็จะยิ่งมีปัญหา

     ลุงประยงค์เล่าว่า ตอนนั้นลาวและประเทศเพื่อนบ้านต่างก็ขอร้องให้ไทยช่วยเป็นพี่เลี้ยง เพราะไทยมีประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า มีความรู้เรื่องยางมากกว่า แต่ไทยก็ไม่ได้ทำอะไร คิดว่าตนเองผลิตยางได้อันดับหนึ่ง จะคิดจะทำอะไร จะกำหนดอะไรก็ย่อมได้  

     ถ้าไทยเป็นพี่เลี้ยงและช่วยเหลือประเทศต่างๆ เหล่านี้ การขอร้องให้เข้ามาร่วมมือกันเป็นภาคีเพื่อกำหนดราคาด้วยกัน ไม่แข่งขันกันอย่างวันนี้ก็เป็นไปได้ และปัญหาน่าจะน้อยกว่าวันนี้

     ปัญหาสำคัญของไทยวันนี้ที่แข่งกับประเทศอื่นไม่ได้ คือ ต้นทุนที่แพงกว่า ผลผลิตต่อไร่ที่น้อยกว่า คุณภาพก็ไม่ได้ดีกว่าเขา การเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกก็มีส่วนแม้ว่าจะไม่ได้สูงเกินไปนัก ถ้ายางราคาเกิน 100 ก็เก็บ 5 บาทต่อกิโล ระหว่าง 80-100 เก็บ 4 บาท ระหว่าง 60-80 เก็บ 3 บาท ต่ำกว่า 60 เก็บ 1.40 บาท

     การเก็บเงินค่าธรรมเนียมที่ว่าก็ไม่ได้เอาไปไหน เอากลับไปช่วยชาวสวนยางถึงร้อยละ 85 ถ้าหากพวกเขาต้องโค่นยางเก่าปลูกยางใหม่ ร้อยละ 10 เป็นค่าบริหารจัดการกองทุนฯ ร้อยละ 5 ให้สถาบันวิจัยยางไปทำการวิจัยและพัฒนา เห็นว่ากำลังร่างกฎหมายใหม่ที่อาจขยายกรอบการใช้เงินกองทุนให้กว้างขึ้น อาจรวมไปถึงการลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปยางด้วย

     ความจริง เงินกองทุนนี้ถ้าใช้ประโยชน์ให้ดีก็ช่วยได้ไม่น้อย ปี 2554 ซึ่งยางราคาขึ้นไปเกือบ 200 นั้น มีเงินในกองทุนกว่า 20,000 ล้านบาท ลุงประยงค์มีความเห็นว่า ถ้าหากวันนี้รัฐบาลสร้างแรงจูงใจดีพอ ส่งเสริมหชาวสวนยางโค่นยางลงสัก 1 ล้านไร่ ราคายางน่าจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน ตลาดยางกระเทือนแน่

     วันนี้มีหลักเกณฑ์ในการโค่นยางเก่าว่า ถ้าหากโค่นแล้วไปปลูกอย่างอื่นก็จะได้ไร่ละ 20,000 บาท ถ้าหากปลูกยางเหมือนเดิมก็จะได้ไร่ละ 16,000 บาท  แต่ต้องเป็นยางเก่าที่กรีดแล้ว หน้ายางเสียหายแล้ว ไม่ใช่ปลูกได้ปีสองปีแล้วโค่นทิ้งไปขอเงินชดเชย  

     อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรวางแผนไว้ให้แน่นอนว่า ควรมียางพาราเท่าไร ผลผลิตมวลรวมระดับชาติไม่ควรเกินเท่าไร กำหนดพื้นที่ปลูกให้ชัดเจน ไม่ใช่ใครใคร่ปลูกปลูก และรัฐบาลเองก็ยังส่งเสริมให้ปลูกอีกตั้ง 800,000 ไร่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แย่งกล้ายางแทบจะฆ่ากันตาย 

     ลุงประยงค์ซึ่งเป็นคนที่สร้างโรงงานรมควันยาง ทำยางแผ่นของชุมชนเป็นแห่งแรกที่ไม้เรียง และต่อมารัฐบาลเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ได้นำไปขยายผล ตั้งเป้าไว้ 1,000 โรง ทำได้ปีแรก 400 ปีที่สอง 300 แล้วก็เลิกไปเพราะเกิดปัญหาทั้งโกงกิน ทั้งชุมชนไม่มีส่วนร่วม

     ลุงประยงค์บอกว่า การส่งเสริมโรงงานแบบนี้ไม่ควรมีอีก เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศในยุโรป สหรัฐฯ เขาไม่ต้องการยางแผ่น เพราะคุณภาพไม่สม่ำเสมอ วัดค่าได้ยาก เขาต้องการยางแท่ง น้ำยางข้น ซึ่งมีข้อมูลตัวเลขที่วัดได้ชัดเจน นอกนั้น การนำยางแผ่นรมควันไปใช้ยังต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนที่ทำให้เกิดมลภาวะ  ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่ยังสั่งยางแผ่นจึงค่อยๆ ลดลง เหลืออยู่แต่ที่จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ซึ่งมียังมีโรงงานเก่าๆ อยู่ แต่ในอนาคตน่าจะหมดไป 

     โรงงานรมควันยางแผ่นในประเทศไทยเริ่มปรับตัวเปลี่ยนไปทำยางแท่งและน้ำยางข้นกันมากขึ้น รวมทั้งโรงงานที่ไม้เรียง ซึ่งเคยผลิตตอนแรกๆ ได้วันละตันครึ่ง วันนี้ได้วันละ 5 ตัน 

     ลุงประยงค์มีความเห็นว่า วันนี้รัฐบาลต้องมียุทธศาสตร์ดีกว่านี้ในการแก้ปัญหาและพัฒนายางพารา โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ต้นทุนการผลิตลดลง คุณภาพและปริมาณยางสูงขึ้น วันนี้แรงงานกรีดยางเป็นพม่าเกือบหมด ค่าแรงพม่าเรียก 50:50 และต่อไปเขาจะเรียก 60:40 (คนกรีดได้ 60) ก็ต้องให้ เพราะกรีดเองไม่ได้ อายุมากแล้ว ลูกหลานคนรุ่นใหม่ไม่เอาด้วย นี่คือต้นทุนการผลิตยางไทยที่สูงกว่าประเทศอื่น

     ยังไม่จบ ลุงประยงค์ยังมีความเห็นเรื่องการแปรรูปยาง และเรื่องชุมชนว่าถ้าไม่เรียนรู้ ไม่ปรับวิธีคิด ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม ไม่พัฒนาตนเอง ก็จะมีปัญหาเหมือนเดิม รัฐบาลและชุมชนต้องปรับเปลี่ยนไปด้วยกัน

Last modified on Friday, 20 September 2013 23:02