phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 28 August 2013 21:00

ล้างพิษในเสื้อผ้า Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 29 สิงหาคม 2556

เป็นการณรงค์ของกรีนพีซ เริ่มต้นเมื่อปี 2011 ด้วยการเปิดเผยงานวิจัยสารเคมีตกค้างในเสื้อผ้า 20 ยี่ห้อดังอย่าง Zara, Calvin Klein, Benetton, Giorgio Armani, the Gap และอีก 15 แบรนด์ดังระดับโลก พบว่ามีสารเคมีตกค้างจากการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตในประเทศจีน เม็กซิโก และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

สารเคมีเหล่านี้มีผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อมในที่ที่มีการผลิต และที่บ้านที่เมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่เมื่อทำการซักเสื้อผ้าและปล่อยน้ำที่ใช้แล้วลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกนั้น ยังมีสารบางชนิดที่เป็นสารก่อมะเร็งที่ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้าและผลิตเสื้อผ้า เช่น กางเกงในสตรียี่ห้อ Victoria Secret ซึ่งหากสารพวกนี้อยู่ในเครื่องเล่นเด็กก็จะถูกแบนในยุโรป

สารเคมีที่เป็นอันตรายในกลุ่ม NPE ย่อยสลายยาก สะสมระยะยาว เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์น้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ อีกส่วนหนึ่งมาจากสารฟอกย้อม (toxic amines) ที่น่าเป็นห่วง คือ เสื้อผ้ายี่ห้อดังที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คือ Zara

งานวิจัยบอกว่ามีสารเคมีตกค้างทั้งสองประเภท กรีนพีช รณรงค์ใช้ชื่อโครงการรณรงค์นี้ว่า ZDHC (Zero Discharge of Hazardous Chemicals ลดสารเคมีอันตรายให้เหลือศูนย์) และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆ ที่ผลิตเสื้อผ้าแก้ปัญหานี้ ลดเลิกการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายเหล่านี้

 

 

ปรากฏว่าได้ผล เสื้อผ้ายี่ห้อดังอย่าง Adidas, Nike, Puma, H&M, Marks & Spencer, C&A and Li-Ning ตัดสินใจลดการใช้สารเคมีลงให้หมดภายในวันที่ 1 มกราคม 2020 ตามด้วยกลุ่ม Victorias Secret และ Benetton ซึ่งรวมเอาแบรนด์ต่างๆในครอบครัวเดียวกันอย่าง Sisley, Playlife และ United Colors of Benetton

จากนั้นก็มี Valentino และแบรนด์ดังของญี่ปุ่นอย่าง Uniqlo ก็ตามมาและเมื่อเดือนธันวาคม 2013, Zara, Mango, Esprit, และ Levis ก็ตัดสินใจเข้ามาร่วมแผนการเลิกการใช้สารเคมีอันตรายในปี 2020 กรีนพีชตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในปี 2014 จะมีอีก 30 แบรนด์ดังที่เข้าร่วมด้วย

ความจริง ที่มาของการณรงค์เป็นเรื่องการปกป้องแม่น้ำจากการสร้างมลภาวะของภาคอุตสาหกรรม ภายใต้สโลแกนว่า Make Food not War ผลิตอาหารไม่ใช่ทำสงคราม แต่ถ้าหากธรรมชาติเป็นพิษ ดินเป็นพิษ น้ำเป็นพิษ จะผลิตอาหารได้อย่างไร และที่ทำให้น้ำเสียมากที่สุด คือ อุตสาหกรรม และการผลิตเสื้อผ้าน่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะ

สิ่งที่กรีนพีชเรียกร้องมีดังนี้

     1. แบรนด์ดังกำหนดเวลาชัดเจนว่าจะเลิกการใช้สารเคมีอันตรายลงทั้งหมดได้เมื่อไร

     2. ความโปร่งใสในกระบวนการผลิตทั้งหมดของแบรนด์ดังและผู้รับจ้างผลิต (suppliers) ของแบรนด์เหล่านี้ทั่วโลก

     3. รัฐบาลมีความมุ่งมั่นทางการเมือง (political commitment) โดยกำหนดนโยบายและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อลดสารเคมีอันตรายในภาคอุตสาหกรรมลงเหลือศูนย์

     4. พลเมืองของโลก (global citizen) และผู้บริโภคผนึกพลังเพื่อบีบให้บรรดาแบรนด์ดังทั้งหลายมีควมรับผิดชอบต่อโลกใบนี้และประชากรของโลกนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งหลายดำเนินการจำกัดการขายและนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตราย

โครงการรณรงค์นี้ประสบผลสำเร็จ ทั้งๆ ที่เป็นการดำเนินงานของคนเล็กๆ ภายใต้การนำการประสานงานขององค์กรเล็กๆ ที่เรียกกันว่า NGO องค์กรประเภทที่ประเทศพัฒนาแล้วเขาชื่นชม ขณะที่ประเทศด้อยพัฒนารังเกียจ เพราะไปทำให้คนมีเงินมีอำนาจเสียประโยชน์ ครอบงำและโกงกินได้ยาก

เมื่อ 50 ปีก่อน กรีนพีชเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อม เอาเปรียบธรรมชาติ พวกเขาถูกหาว่าเป็นคนบ้า คนขัดขวางความเจริญ แต่ 20 ปีเศษให้หลัง เมื่อปี 1991 ผู้นำประเทศทั่วโลกก็ต้องไปประชุมที่ริโอ เดจาเนโร ประเทศบราซิลเพื่อหาทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและร่วมกันทำให้เกิดการพัฒนายั่งยืน คำที่มาพร้อมกับคำว่า CSR (Corporate Social Responsibility ความรับผิดชอบทางสังคมของบรรษัท)

ความสำเร็จของโครงการ ล้างพิษในเสื้อผ้า มาจากคนรากหญ้าที่ผนึกพลังกัน คนเหล่านี้ไม่ใช่แต่ชาวบ้าน หรือ คนจน แต่หมายถึงผู้บริโภคทั่วไป เมื่อใดที่คนเหล่านี้มีสำนึกใหม่ในความปลอดภัยของตนเอง และลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ ผู้ประกอบการที่ดีต้องฟัง ไม่เช่นนั้นจะขายของต่อไปได้อย่างไร ยิ่งเมื่อมีคู่แข่งทางการค้าประกาศตัวปลอดสารเคมี ตัวเองจะนิ่งดูดายได้อย่างไร

นอกนั้น วันนี้ที่สื่อทางสังคมมีประสิทธิภาพสูง เรื่องเล็กๆ อาจกลายเป็นไม้ขีดไฟก้านเดียวที่จุดไฟเผาเมืองได้ในพริบตา สู้หาทางปรับตัว แก้ไขเพื่อจะได้ป้องกันไว้ดีกว่า รวมทั้งต้องมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม จะเอาแต่ได้อย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้แล้ว

Last modified on Sunday, 01 September 2013 22:48