phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 14 August 2013 07:21

เหตุผลในชีวิตจริง Featured

Rate this item
(1 Vote)

สยามรัฐรายวัน 14 สิงหาคม 2556

คนสองคน เถียงกันหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าว่า อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีเหตุผล อาจลงท้ายด้วยการลงไม้ลงมือเหมือนกับที่เกิดทั่วไปแม้แต่ในสภาอันทรงเกียรติในหลายประเทศ รุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป 

คนสองคนเถียงกัน ต่างคนต่างพูด ที่หยุดพูดก็เพียงเพื่อจะได้พักเหนื่อยและสรรหาคำพูดที่ดุเด็ดเผ็ดมันมาตอบโต้อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้ตั้งใจจะฟัง อาจจะได้ยินแต่ไม่ได้ฟังว่าอีกฝ่ายพูดว่าอะไร มีเหตุผลอะไร 

คนเราไม่ได้อยู่กันด้วยเหตุผลเท่านั้น แต่อยู่ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ญาณทัศนะ ซึ่งนักจิตวิทยายกให้เป็นอีก 3 องค์ประกอบที่สำคัญไม่น้อยกว่าสิ่งที่เราเรียกว่า เหตุผล

ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเมื่อปาสกัล นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสบอกว่า หัวใจมีเหตุผลที่เหตุผลไม่รู้จัก หัวใจในที่นี้เป็นตัวแทนขององค์รวมของชีวิต ที่รวมเอามิติต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นหนึ่ง เป็นตัวแทนของความรู้สึกนึกคิดและจิตวิญญาณ ของคน

นักวิชาการภาษาชาวเยอรมันเคยรวบรวมคำว่า ใจ ในภาษาไทยได้ 300 กว่าคำ เช่น ดีใจ เสียใจ ใจดี ใจดำ ใจเย็น ใจร้อน ร้อนใจ ใจเสาะ ใจถึง เข้าใจ ปลอบใจ เกรงใจ ประหลาดใจ สนใจ เอาใจใส่ฯลฯ 

 

 

ภาษาไทย สะท้อนปรัชญาชีวิตของคนไทยว่ามีลักษณะเป็นองค์รวม ทุกอย่างรวมเป็นหนึ่งโดยมีคำอย่าง ใจ เป็นตัวแทน แต่คนไทยก็ได้รับอิทธิพลและไปไม่พ้นการคิดและทำแบบวัฒนธรรมตะวันตก ที่ยกเหตุผลสำคัญเหนือสิ่งอื่นได

อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีก อาจารย์ของอเล็กซันเดอร์มหาราช เมื่อสองพันกว่าปีก่อนเป็นผู้นิยามคนว่าเป็น สัตว์ที่มีเหตุผล และเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน เดการ์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสก็ตอกย้ำความสำคัญของเหตุผล ยกให้สูงส่งเหนือสิ่งใดๆ โดยบอกว่า คุณคิด คุณจึงเป็นคุณ แปลว่า ยิ่งคุณคิดเป็น คิดได้ คิดเก่ง มีเหตุมีผลมากเพียงใด คุณก็เป็นคนมากเพียงนั้น 

ตามทัศนะของฝรั่งตะวันตก ความเป็นคนวัดกันที่ความมีเหตุมีผล และเนื่องจากอารยธรรมตะวันตกมีอิทธิพลเหนืออารยธรรมอื่นใดในโลก คนทั้งโลกจึงเชื่อฝรั่ง และเดินตามหลังฝรั่งที่พัฒนาก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นจุดแข็งของวิธีคิดแบบนี้

แต่จุดอ่อนที่สำคัญของวิธีคิดนี้ คือ การคิดแบบกลไก คิดแบบแยกส่วน ลดทอนทุกอย่างลงมาเหลือแค่ เหตุผล คุณเป็นใครวัดได้จากความคิดเท่านั้น ไม่ได้ดูสิ่งอื่น นำไปสู่การพัฒนาด้านต่างๆ แบบแยกส่วน ด้านหนึ่งก็ก้าวหน้า แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำลาย 

วิธีคิดแบบแยกส่วนอาจทำให้เศรษฐกิจดี แต่สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ได้อย่างหนึ่งเสียหลายอย่าง รักษามะเร็งโดยคีโม ฉายแสง ไม่ได้ฆ่าแต่เฉพาะเซลล์ร้าย แต่เซลล์ดีก็ถูกทำลายไปด้วย เช่นเดียวกับยาปฏิชีวนะที่ฆ่าแบบเหมารวม สุดท้ายร่างกายก็ตอบโต้ ดื้อยา ต้องพัฒนายาใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา เกิดผลข้างเคียง เกิดโรคใหม่อีกมากมายตามมา

คนไทยมักดูถูกตัวเอง ดูถูกกันเองว่า เป็นคนไม่มีเหตุไม่มีผล คิดเป็นไสยศาสตร์มากกว่าวิทยาศาตร์ ทั้งนี้เพราะเอาวิธีคิดแบบตะวันตกเป็นบรรทัดฐาน ศรัทธาและยกย่องตะวันตกมากกว่าวัฒนธรรมของตน 

ความจริง ตะวันตกกับตะวันออก ตะวันตกกับวิถีไทยเป็นสองวิธีการมองโลกมองชีวิตที่แตกต่างกัน มีหลักเหตุผลหรือตรรกะคนละอย่าง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่าอะไร จนเกิดเป็นปมเขื่องปมด้อย 

สองวิธีดังกล่าวต่างก็อธิบายหรือให้คำตอบกับชีวิตของผู้คนได้ และทำมาหลายร้อยปี เพียงแต่วันนี้พอเรายกย่อง ฝรั่ง เราก็ดูถูก ไทย บอกว่าไม่มีเหตุผล ไม่ทันสมัย ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ บาทหลวงตาชาร์ด มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า ให้เป็นที่แปลกใจยิ่งนักที่โหราจารย์ไทยสามารถทำนายสุริยุปราคาผิดไปเพียงชั่วโมงเดียว ทั้งๆ ที่เชื่อว่าโลกแบน 

คนไทยเชื่อเรื่องผีเพราะมีตรรกะอีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างไปจากความคิดแบบตะวันตกหรือวิทยาศาสตร์ เพราะคนไทยโบราณหรือวันนี้เชื่อว่า ผีมีจริงเพราะผีมีความหมาย ไม่ใช่เพราะผีพิสูจน์ได้ ในขณะที่คนที่เชื่อในวิทยาศาสตร์บอกว่า ถ้าผีมีจริง ผีต้องพิสูจน์ได้ แต่เพราะพิสูจน์ไม่ได้ ผีจึงไม่มีจริง 

ที่จริง ความเชื่อเรื่องผีเป็นวิถีไทยที่เป็นฐานของระเบียบกฎกติกาทางสังคมต่างๆ ไม่เห็นแตกต่างไปจากที่ฝรั่งไปกินดินเนอร์ในโรงแรมใหญ่ต้องผูกไท้ใส่สูทร ไม่มีใครกล้าใส่เสื้อยืดกางเกงยีนไปงานนั้น

คนไทยจำนวนมากก็ยังเชื่อเรื่องผี เพราะความเชื่อดังกล่าวยังให้คำตอบแต่ชีวิตได้ดีกว่าคำตอบอื่นๆ และที่สำคัญ วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถให้คำตอบแก่ปัญหาอีกมากมายในชีวิตของผู้คนได้ รวมทั้งไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมคนบางคนถึงมีญาณพิเศษมองเห็นอดีต มองเห็นอนาคตได้ 

ด้วยเหตุนี้ หมอดูยังมีเต็มบ้านเต็มเมือง คนลงองค์ลงเจ้าจึงมีอยู่ทั่วไปเป็นพันเป็นหมื่น ที่ผู้คนวิ่งไปหา ไปพึ่งพา ไปหาคำตอบ และถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ก็ต้อง "ทำใจ" คำที่สะท้อนวิถีไทยในยามยามลำบาก และเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ที่อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้จริงๆ

Last modified on Wednesday, 14 August 2013 21:31