phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 09 December 2012 16:02

พลังงานชุมชน Featured

Rate this item
(3 votes)

 

สยามรัฐรายวัน 21 พ.ย. 2555 

ชุมชนเข้มแข็งวันนี้ส่วนหนึ่งวัดได้จากความสามารถในการพึ่งตนเองด้านอาหารและพลังงาน เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สุดทั้งในระดับชุมชนและระดับสากล

      ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นชุมชนที่พัฒนาตนเองอย่างมียุทธศาสตร์ มีแผนแม่บทที่มาจากฐานข้อมูลที่ทำกันเอง วิเคราะห์กันเอง และค้นพบค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องพลังงานว่า ค่อนข้างสูง หลายแห่งสูงถึงร้อยละ 40 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของชุมชนเลยทีเดียว

      พลังงานในที่นี้หมายถึงค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าก๊าสหุงต้มและพลังงานทุกรูปแบบในกิจการต่างๆ ซึ่งชุมชนนำมาวิเคราะห์แล้วพบว่า มีหลายส่วนที่สามารถลดการซื้อจากภายนอกได้ โดยการทำทดแทนเอง หรือที่เรียกกันว่า “พลังงานทางเลือก”

ชุมชนเหล่านี้มองเห็นวัตถุดิบต่างๆ ในท้องถิ่นล้วนสามารถแปรเป็นพลังงานเพื่อใช้เองได้ทั้งสิ้น การนำเอาเศษไม้ ใบไม้ พืช มาหมักเพื่อให้เป็นแก๊สชีวภาพก่อนจะนำไปเป็นปุ๋ยอีกต่อหนึ่งเป็นอะไรที่ทำได้ไม่ยาก หรือจะนำไปผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวลก็ทำได้

เศษพืช โดยเฉพาะที่เรียกกันว่าวัชพืชในท้องถิ่นมีมากมาย แต่ไม่ค่อยมีคนคิดจะทำ ไม่ได้คิดแบบเชื่อมโยง แต่คิดแบบแยกส่วน คิดแต่ว่าจะเอาอะไรไปขายให้ได้เงิน เพื่อนำเงินไปใช้จ่าย ไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ไปซื้อน้ำมัน คิดว่าเป็นเรื่องง่ายกว่า เสียเวลาน้อยกว่าการผลิตพลังงานใช้เอง

วันนี้มีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่นำเอามูลสัตว์ทุกชนิด ขี้วัว ขี้ควาย ขี้เป็ด ขี้ไก่ และอื่นๆ มาผลิตแก๊สชีวภาพเพื่อนำมาหุงต้มและใช้ในการประกอบอาชีพ จากนั้นก็นำไปทำปุ๋ยได้อีก

วันนี้มีการนำเอาเทคโนโลยีทันสมัยแต่ราคาถูกลงมากมาแปรพลังงานจากแสงอาทิตย์ จากลม จากน้ำ เพื่อผลิตพลังงาน ทำให้คนจนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ ก่อนนี้มีปัญหาเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ ที่ค่อนข้างแพง มีแต่ภาคธุรกิจและคนมีฐานะเท่านั้นที่สามารถซื้อหามาผลิตพลังงานเองได้

วันนี้มีเทคโนโลยีที่เอาพลังงานแสงอาทิตย์มาให้แสงสว่าง มาสูบน้ำจากใต้ดิน มาทำที่อบอาหารที่ราคาไม่แพง มีที่เก็บพลังงานที่อายุยาวนานกว่าเดิม เป็นไฮเทคแต่โลว์คอสต์ (เทคโนโลยีชั้นสูงแต่ราคาถูก) ที่ผู้พัฒนาเป็นชาวยุโรป จดลิขสิทธิ์เพื่อสาธารณะ และกำลังนำมาเผยแพร่ในเมืองไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนจน

วันนี้สบู่ดำกำลังกลับมา หลังจากล้มเหลวมาแล้ว การกลับมาครั้งนี้มีการแข่งขันกันสูงระหว่างมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เข้ามาส่งเสริมให้ปลูกสบู่ดำกันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่หลายคนโค่นทิ้งเพราะไม่คุ้มทุน ปลูกแล้วไม่มีคนซื้อ หรือไม่ก็ซื้อถูกจนขาดทุนเป็นหนี้กันถ้วนหน้า

ความจริง ถ้าปลูกสบู่ดำเพียงเพื่อขายเมล็ดคงไม่คุ้มอย่างแน่นอน เพราะราคาที่โรงงานให้อย่างไรก็ไม่เกินกิโลกรัมละ 4-5 บาท โรงงานเอาไปแปรเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งมีคุณภาพสูงมากและใกล้เคียงน้ำมันดีเซลมากที่สุด

สบู่ดำวันนี้ได้ถูกทดสอบจากสายการบินใหญ่ของยุโรป พบว่ามีประสิทธิภาพสูงและมีการนำไปใช้อย่างมั่นใจ จึงมีการทำสัญญาซื้อขายกับบางบริษัทที่เข้ามาส่งเสริมการปลูกสบู่ดำในประเทศไทยและอีกหลายประเทศในเอเชียและแอฟริกา ดูเหมือนไทยจะเป็นที่ตั้งของสำนักงานวิจัยและพัฒนาของบริษัทนี้

ที่จริง สบู่ดำที่หลายบริษัทแข่งกันส่งเสริมอีกครั้งหนึ่งนี้ มีข้อมูลที่เขาไม่เปิดเผยกันอีกมาก เพราะสบู่ดำถือกันว่าเป็นพืชมหัศจรรย์ชนิดหนึ่งที่ทำเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพสูง น้ำมันสบู่ดำ นอกจากเอาไปใช้กับเครื่องยนต์รถยนต์ เครื่องบินแล้ว ยังเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันหล่อลื่นได้ดีมากๆ เอาไปทำจาระบีได้ดีทีเดียว ซื้อขายกันราคาแพงมาก

มีการนำกากเมล็ดที่หีบทำน้ำมันมาทำกลีเซอรีนที่ถือว่าสะอาดที่สุดเพื่อไปทำเครื่องสำอาง ลำต้นเอาไปทำเยื่อกระดาษที่เป็นที่ต้องการของโรงงานกระดาษที่ต้องสั่งเยื่อแบบนี้จากต่างประเทศ ใบเอาไปเลี้ยงหม่อนไหมได้ไม่แพ้ใบหม่อน ทุกส่วนของสบู่ดำเอาไปใช้เป็นยาสมุนไพรได้หมด

ทั้งหมดนี้ชุมชนสามารถทำได้ถ้าหากคิดจะปลูกสบู่ดำพึ่งพาตนเองเป็นอันดับแรก ที่เหลือค่อยเอาไปขายให้โรงงาน ไม่ใช่ทำตรงกันข้าม ซึ่งที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้แต่หนี้สิน เพราะคิดแต่จะขายเมล็ดอย่างเดียว ไม่ได้คิดเรื่องการแปรรูปทุกส่วนของสบู่ดำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งสามารถทำเป็นวิสาหกิจชุมชนได้เป็นอย่างดี

การปลูกสบู่ดำไม่จำเป็นต้องปลูกอย่างเอาเป็นตาย เพราะอาจจะตายจริงๆ เป็นหนี้จริงๆ แต่ถ้าหากชุมชนปลูกกันคนละ 5 ต้น 10 ต้น ผสมผสานกับพืชอื่น หรือปลูกตามหัวไร่ปลายนา ตามสวนหลังบ้านข้างบ้าน นำมารวมกันก็จะได้พลังงานทางเลือกที่มีคุณภาพมากที่สุดอย่างหนึ่ง

เหมือนกับที่คนอินแปงที่สกลนครปลูกหมากเม่าคนละ 5 ต้น 10 ต้น นำมารวมกัน แปรเป็นน้ำหมากเม่าได้ปีละเป็นแสนขวด ส่งไปขายทั่วประเทศ รสชาติดีมีคุณค่าสูง ดีกว่าที่นักธุรกิจปลูกเป็นแถวเป็นแนวร้อยๆ ไร่ ใส่สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืชจนหมากเม่าสูญเสียรสชาติอันเป็นเสน่ห์ รวมทั้งคุณค่าโภชนาการชั้นสูงที่หายไป

นี่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจชุมชน ที่ชุมชน “เป็นเจ้าของ” ปัจจัยการผลิต ผลผลิต กระบวนการผลิต และกำลังพัฒนาขึ้นมาแบบเกื้อกูลกันระหว่างการผลิตอาหารกับพลังงาน รวมทั้งการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนและให้เกิดประโยชน์เพื่อท้องถิ่นมากสุด