phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 17 July 2013 11:57

สำนึกชุมชน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 17 กรกฎาคม 2556

การทำแผนแม่บทชุมชน หรือการทำประชาพิจัย (People Research and Development PR&D) เป็นเครื่องมือที่มูลนิธิหมู่บ้านได้สังเคราะห์จากบทเรียนของชุมชนทั่วประเทศเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีมาแล้ว เป็นอะไรที่เรียกว่า "นวัตกรรม" ได้อย่างเต็มปาก

     มูลนิธิหมู่บ้านได้เสนอโครงการวิจัยร่วมกับชุมชนเพื่อพัฒนาเครื่องมือนี้ไปยังหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธ เห็นว่าการทำวิจัยไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านทำได้ เป็นเรื่องของนักวิชาการ เราจึงได้เสนอไปที่โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี จนได้เครื่องมือดังกล่าว และได้รับการยอมรับ ถูกนำไปใช้ทั่วประเทศ รวมทั้งหน่วยงานวิจัยไทยที่ปฏิเสธให้การสนับสนุน

     เครื่องมือนี้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกโดย UNDP และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ขอยืมไปใช้ในแอฟริกาและละตินอเมริกาหลังจากได้พบว่า เมื่อมีการนำเครื่องมือนี้ไปใช้ในการทำวิจัยชุมชนเข้มแข็งแก้ปัญหาเอดส์ที่เชียงใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากฮาร์วาร์ดแล้วได้ผลดี เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพจริง

     เครื่องมือนี้เรียกว่า "ประชาพิจัย" แปลได้อย่างที่คุณหมอประเวศ วะสี เคยบอก คือ "การวิจัยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" คนที่ทำการวิจัยหลักคือประชาชน ชาวบ้านเอง ไม่ใช่นักวิชาการไปทำให้ แล้วไปบอกชาวบ้านว่าได้ผลอะไร 

 

 

     ในปี 2542 มูลนิธิหมู่บ้านได้พัฒนาเครื่องมือนี้ร่วมกับ 101 ตำบลทั่วประเทศ จากนั้นมีการขยายผลโดยการสนับสนุนของ SIP หรือกองทุนเพื่อสังคม ต่อด้วยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ประสานให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐนำเครื่องมือนี้ไปใช้ทั่วประเทศ 

     ของดีๆ ที่มีการนำไปปูพรมโดยหน่วยงานที่มีอำนาจและมีเงินก็มักมีชะตากรรมเดียวกัน คือ ถูกบิดเบือนจนบิดเบี้ยว ไม่ได้รักษารูปแบบ เนื้อหา กระบวนการเดิมเอาไว้ กลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้หน่วยงานต่างๆ ในการของบประมาณ

     จึงมีการนำเอาประชาพิจัยไปตัดหัวตัดหาง เลือกเอาแต่เฉพาะส่วนที่เข้ากับวิธีคิด วิธีการของตนเอง ไม่เอาปรัชญาดั้งเดิม อันเป็นฐานคิดและที่มาของเครื่องมือนี้

     ประชาพิจัยจึงเหลือแต่เพียงเครื่องมือเพื่อทำบัญชีครัวเรือน และเครื่องมือเพื่อหาปัญหาและความต้องการเพื่อจะได้ทำโครงการขอรับการสนับสนุนจากรัฐหรือหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้มีอะไรที่ใกล้เคียงกับของแท้ดั้งเดิมที่บอกว่า "เรียนรู้คือหัวใจ เป้าหมายคือการพึ่งตนเอง" 

     ส่วนสำคัญที่สุดของการทำประชาพิจัยที่ถูกตัดไปในกระบวนการ "ปูพรมและบิดเบือน" (massification & manipulation) คือ ขั้นตอนแรกๆ ที่ว่าด้วย "การสร้างสำนึกชุมชน"

     บทเรียนนี้มาจากอินแปง ที่ได้เรียนรู้ว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงได้ยากจน เป็นหนี้เป็นสินมากมาย ชาวอินแปงได้พบว่า คนไม่มีอดีตเป็นคนไม่มีอนาคต คนไม่รู้ที่มาก็ไม่รู้ที่ไป คนไม่มีรากเหง้าจะถูกเขาครอบงำและกำหนดอนาคตให้หมดเลย

     บทเรียนบทแรกในการทำประชาพิจัยนี้สำคัญมาก เพราะหากไม่กำหนด "จุดยืน" หรือค้นให้พบว่าตนเองเป็นใคร มาจากไหน และมีเอกลักษณ์อะไร (self-positioning) ก็จะไม่สามารถเดินหน้าค้นหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชุมชน ทั้งที่เป็นมรดกของปู่ย่าตายาย และที่เป็นทุนทรัพยากรจากธรรมชาติ ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญา เพื่อจะได้นำทุนเหล่านั้นมาจัดการใหม่ให้แก้ปัญหาและพัฒนาตนเองได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

     นี่เป็นกระบวนการ "ปลดปล่อย" (emancipation) ที่สำคัญมากในการจัดการเรียนรู้กับชุมชน เป็นกระบวนการสร้างพลังให้ชุมชน (empowerment) ให้ลุกขึ้นมาเดินหน้าไปในทิศทางที่ตนเองกำหนด ไม่ใช่นั่งรอแต่ความช่วยเหลือจากรัฐหรือภายนอก หรือไม่ก็เดินตามหลังเขาไปตามทิศทางที่เขากำหนด

     การสร้างสำนึกชุมชนเป็นเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ เพราะอย่างที่ ศ.ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภาบอก "ชุมชนอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เนื่องจากถูกทำลายความจำ ความรู้เรื่องไทยที่ผ่านมาเป็นแง่มุมของรัฐ ประวัติศาสตร์ของชุมชนไม่ปรากฏ ชุมชนถูกลืมไป"

     หรือที่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ว่า "ประวัติศาสตร์หรือสำนึกเกี่ยวกับอดีตเป็นเครื่องมือครอบงำของอำนาจเสมอ จะอธิบายอดีตอย่างไร จึงทำให้ผู้คนปัจจุบันรู้สึก คิด ยึดถือ ชื่นชม รังเกียจ ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรตามที่อำนาจอยากให้เป็น" และยังบอกอีกว่า "เราจะทำให้ปัจจุบันเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีสำนึกเกี่ยวกับอดีตของเราอย่างไร"

     ในยุคอาณานิคม มหาอำนาจไปไหนก็จะทำลายประวัติศาสตร์ของคนในท้องถิ่น เปลี่ยนศาสนา ทำให้พวกเขามีประวัติศาสตร์เดียวกัน จะได้ครอบงำได้ง่าย ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นตำนาน ซึ่งมหาอำนาจรู้ดีว่า "ตำนานสำคัญกว่าความจริง" จึงบังคับให้คนท้องถิ่นได้ตำนานใหม่เป็นพื้นฐานชีวิตของตน

     ลัทธิอาณานิคมใหม่ไม่ได้แตกต่างจากลัทธิอาณานิคมเก่าสักเท่าไร ที่เหมือนกันคือครอบงำชุมชนท้องถิ่นด้วยการทำลายสำนึกชุมชน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้คนท้องถิ่นรู้แต่ประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ของชุมชน 

     ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปสังคมให้ดีต้องส่งเสริมให้เกิดสำนึกชุมชนให้มาก ลองทบทวน "ประชาพิจัย" กันใหม่ เพื่อจะได้กลับไปใช้เครื่องมือดีๆ ที่มีประสิทธิภาพในการทำแผนแม่บทชุมชนที่แท้จริง แผนที่ชุมชนเป็นคนกำหนดชีวิตของตนเอง

Last modified on Wednesday, 17 July 2013 22:42