phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 10 July 2013 14:54

ทางเลือกของชาวนา Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 10 กรกฎาคม 2556

ทางเลือกของชาวนามีมาก แต่ถูกทำให้มีน้อย จนดูเหมือนว่ามีทางเดียวเท่านั้น คือ เอาข้าวไปจำนำ  โลกเปลี่ยนไปนานแล้ว เราไม่ได้อยู่ในยุคเกษตรที่ข้าวสำคัญที่สุดและเป็นปัจจัยความมั่นคงของชีวิต เราไม่ได้อยู่ในยุคอุตสาหกรรมที่เงินสำคัญที่สุด เราอยู่ในยุคที่ "ความรู้" สำคัญที่สุด คนไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้

     ชาวนาถูกครอบงำเหมือนม้าลำปางที่มองเห็นแต่ทางเดียว ต้องเทียมรถให้คนอื่นนั่งสบายชมเมือง เป็นข้ารับใช้ที่ได้ผลตอบแทนเพียงหญ้าประทังชีวิต เป็นหนี้บุญคุณและหนี้สินไปตลอดชีวิต

     คนอย่างลุงเชียง ไทดี ชาวศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ขบถต่อวิถีโบราณ เลือกที่จะเปลี่ยนนาเป็นสวน ปลูกผสมผสาน เลี้ยงสัตว์หลากหลาย เพียง 7 ไร่ก็อยู่ได้ ส่งลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย 5 คนโดยไม่มีหนี้ เขาท้าว่า คุณทำนา 50 ไร่ ยังไงๆ ก็มีรายได้และชีวิตที่มั่นคงสู้ผมที่ทำเพียง 7 ไร่ไม่ได้

     หอการค้าส่งเสริมการทำโครงการ 1 ไร่ได้ 1 แสนไปทั่วประเทศ ได้ผลดี บางคนได้ 2-3 แสน บางคนได้ 2-3 พัน ความแตกต่างอยู่ที่การใช้ความรู้ ความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียร

 

 

     คนทำการเกษตรแบบสบายๆ อย่างลุงนิวัฒน์ ที่ตำบลบ้านบัว อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ปลูกมะนาวเป็นส่วนใหญ่ ผสมผสานกับพืชอื่นๆ ทำสัญญาขายมะนาวอินทรีย์ให้ร้านอาหารในเมืองบุรีรัมย์วันละ 200 ลูกๆ ละ 3 บาท ตลอดปี มะนาวขึ้น 8 บาทก็จะขาย 3 บาท มะนาวลง 1 บาทก็จะขาย 3 บาท ลุงนิวัฒน์และภรรยามีรายได้วันละ 600-800 บาท เดือนละ 18,000-24,000 บาท มากกว่าปริญญาตรี

     ขนิษฐา มะโนสมบัติ ชาวพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย มีที่ข้างบ้านเพียง 53 ตารางวา แต่สามารถเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ปลา กบ และปลูกผักนับ 100 ชนิด มีอาหารปลอดสำหรับครอบครัว มีรายได้ปีละเป็นแสน แบบอย่างของนักศึกษา "มหาวิทยาลัยชีวิต" ที่เรียนแล้วชีวิตเปลี่ยน

     ณัญฐาศ์มกานต์ สุวรรณรัตน์ เป็นคนแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เรียน "ม.ชีวิต" ปีเดียวก็เริ่มจัดระเบียบชีวิตใหม่ วางเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะทำอะไรกับชีวิต ไม่นานเธอก็พัฒนากิจการต้นอ่อนทานตะวัน ใช้พื้นที่เพียง 20 ตารางเมตรเพาะเลี้ยงต้นอ่อนทานตะวันซึ่งมีคุณค่าอาหารสูง ขายส่งถึงกรุงเทพฯ กิโลละ 150 บาท มีรายได้สัปดาห์ละ 20,000 บาท 

     หรือจะทำนาอย่างเดียวก็ได้ แต่ต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะสม เลิกใช้สารเคมี หันมาใช้ข้อมูลความรู้ในทุกขั้นตอนอย่างชาวนาเงินล้านหลายคน เช่น ชัยพร พรหมพันธุ์  บางปลาม้า สุพรรณบุรี วัย 49 ปีที่เรียนรู้จากความผิดพลาด และเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำจนกลายเป็นแบบอย่างของชาวนายุคใหม่

     หรือคนรุ่นใหม่ "ศิษย์" ของชัยพร อย่างชัยพล ยิ้มไทร ชาวจังหวัดนนทบุรี อายุ 27 ปี เป็นชาวนาเงินล้านที่จบปริญญาตรี ทำนาเป็นร้อยไร่คนเดียว ไม่ต้องตื่นตีสี่ตีห้าเพื่อฝ่าจราจรกรุงเทพฯ ไปทำงานในห้องสี่เหลี่ยม กลับบ้านดึกเพราะรถติด

     ทำนาจริงๆ ปีหนึ่ง รอบหนึ่งไม่ถึง 30 วัน ทำสองรอบก็ไม่เกิน 60 วัน มีเวลาเหลือเฟือเพื่อศึกษาหาความรู้ พักผ่อนหย่อนใจ ไปเรียนรู้ส่วนหนึ่งจากผู้รู้ จากประสบการณ์ของคนอื่นผ่านสื่อต่างๆ ส่วนหนึ่งจากประสบการณ์ จากการสังเกต ตื่นแต่เช้าไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวในท้องทุ่ง

     วันนี้มีชาวนาเงินล้านมากมายทั่วประเทศ มีคนทีทำนาได้ไร่ละตันหรือมากกว่า ส่วนใหญ่ทำเช่นนี้ได้เพราะได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นชาวนาแบบ "ตาสีตาสา" มาเป็นชาวนานักประกอบการ ที่เรียนรู้ว่าจะจัดการนาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

     เรื่องการทำโซนนิ่งข้าวและพืชผลทางการเกษตรวางแผนกันมานานหลายสิบปี แต่ไม่ได้มีการทำกันจริงจัง หรือทำแต่แผนทางกายภาพ ไม่มีแผนการเรียนรู้ ไม่ได้พัฒนาคน ไม่ได้พัฒนาความรู้ ได้แต่กางแผนที่แล้วขีดเส้นตามข้อมูลที่ได้มา

     ความจริง ก่อนที่จะทำโซนนิ่ง น่าจะทำ "โคลนนิ่ง" คนอย่างพ่อมหาอยู่ สุนทรไท พ่อเชียง ไทดี คนอย่างชัยพร พรหมพันธุ์ ชัยพล ยิ้มไทร คนอย่างขนิษฐา มะโนสมบัติให้เต็มแผ่นดิน พัฒนาคนยากกว่าพัฒนาดิน ความล้มเหลวในการพัฒนาที่ผ่านมาเป็นเพราะไปพัฒนาดินก่อนพัฒนาคน โซนนิ่งก็เลย "นิ่ง" ตลอดมา

     ถ้ามีการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ชาวนาสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองได้อย่างแน่นอน ข้อเสียมีอย่างเดียว พวกเขาจะไม่ถูกครอบงำได้ง่ายๆ อีกต่อไปเท่านั้น อาจเพราะกลัวว่าจะครอบงำไม่ได้หรือไม่ที่สารเคมียังเต็มบ้านเต็มเมือง พันธุ์ข้าวจึงจำกัดหรือถูกผูกขาดโดยนายทุน การชลประทานเพื่อการเกษตรจึงไม่มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ รอแต่การสร้างเขื่อนใหญ่ๆ หรือโครงการเมกกะโปรเจค

     รัฐสามารถช่วยเหลือชาวนาได้หลายทาง หลายวิธี ตั้งแต่เรื่องชลประทาน เรื่องพันธุ์ข้าว เรื่องปุ๋ย เรื่องเครื่องมือเครื่องจักรทางการเกษตร ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตที่สูง ยังไม่รวมค่าเช่านาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นล้านๆ ไร่ในประเทศนี้ แต่มีชาวนาเป็นล้านๆ คนที่ไม่มีที่ทำนา ต้องเช่าเขาหรือไปรุกป่า

     ระบอบคอมมิวนิสต์ล้มเลิกกันไปนานแล้ว ไม่ต้องไปโหยหาลัทธินี้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ชาวนา ถ้ามีการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เหมาะสม ส่งเสริมปัจจัยการผลิตอื่นๆ ไปพร้อมกัน ชาวนาจะอยู่ได้อย่างพอเพียงและมั่นคงกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน เพราะตัวอย่างดีๆ ที่เขียนข้างต้นมาจากการเรียนรู้ทั้งสิ้น 

     การเรียนรู้จะเปิดโลกกว้าง และทางเลือกมากมายให้ชาวนาสามารถปรับตัวให้อยู่ในโลกยุคใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกินอย่างยั่งยืน

Last modified on Sunday, 14 July 2013 11:48