phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 04 July 2013 15:40

ปรัชญาว่าด้วย "กลาง" Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน  3 กรกฎาคม 2556

มีความสับสนเรื่องความเป็นกลาง คนไทยส่วนใหญ่บอกว่า ไม่เลือกข้าง ไม่อยู่ข้างสีเหลืองหรือสีแดง ขออยู่ตรงกลาง คนอีกจำนวนหนึ่งบอกว่า อยู่ตรงกลางไม่เกี่ยวกับสี แต่เกี่ยวกับความถูกต้อง เพราะเป็นกลางหมายถึงทำสิ่งที่ถูกต้อง และอ้างทางสายกลางตามหลักพุทธศาสนา

     ตามหลักปรัชญาหรือวิธีคิดของตะวันตก กลางอาจหมายถึงกึ่งกลางที่ไม่ใช่ซ้ายหรือขวา ไม่ใช้ด้านโน้นหรือด้านนี้ เป็นวิธีคิดแบบสองขั้วที่อยู่ตรงกันข้ามกัน ซึ่งบอกว่ามีถูกมีผิด มีขาวมีดำ มีดีมีเลว กลางจึงอาจหมายถึงสีเทา ไม่ใช่ขาวไม่ใช่ดำ

     การคิดแบบนี้มีฐานคิดแบบเส้นตรง (linear) ประวัติศาสตร์มีจุดเรี่มต้นและมีจุดจบ มีการสร้างโลก มีวันสิ้นโลก อีกด้านหนึ่งเป็นวิธีคิดแบบตะวันออกที่ถือว่า มีขั้วตรงกันข้ามได้แต่อยู่ในความเป็นจริงเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนตะวันตกคิดเป็นกลไกมาหลายร้อยปี คนตะวันออกคิดเป็นองค์รวมที่ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน เด็ดดอกไม้ดอกเดียวกระเทือนถึงดวงดาว

     คนตะวันออกคิดเป็นวงกลม คิดเป็นรอบ มีการเวียนมาบรรจบครบรอบ อย่างวันเวลาใน 1 ปี มี 12 เดือน 12 ปี เป็น 1 รอบ จุดเริ่มต้นและจุดจบเป็นจุดเดียวกัน 

 

 

     คนไทยเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทุกครั้งที่ครบรอบ  ปีใหม่ของคนไทยจึงสำคัญ ต้องกลับไปบ้านตอนสงกรานต์หรือปีใหม่สากลเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ไปต่ออายุ ไปสืบชะตา ไปหาพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไปหาผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้ชีวิตตนเองมา

     แนวคิดเรื่องเวลาแบบวงกลมเป็นแนวคิดดั้งเดิมของคนโบราณทั่วโลกที่เชื่อว่า สิ่งที่เป็นตำนานขานกล่าวแต่ดั้งเดิมนั้นเกิดขึ้นใหม่ได้อีกตลอดเวลา เกิดขึ้นตามวัฏจักรของกาลเวลา เป็นตำนานว่าด้วยการกลับมาของนิรันดรภาพ (myth of eternal return) 

     การคิดเป็นวงกลมทำให้แนวคิดเรื่องความเป็นกลางแตกต่างไปจากการคิดแบบเส้นตรง  กลางŽ ของวงกลมอยูทึ่จุดศูนย์กลาง เมื่อเราเรียนเรขาคณิต เราใช้วงเวียน ขาที่แหลมๆ ปักลงไป แล้วหมุนอีกขาหนึ่งที่มีดินสอก็จะได้วงกลมที่ห่างจากศูนย์กลางเท่ากันหมด

     ความคิด (concept) ว่าด้วยศูนย์กลางในทางปรัชญาและมานุษยวิทยาคือความคิดว่าด้วย ความสมดุลŽ นั่นเอง  เมื่อมีความสมดุล ชีวิตก็ไม่มีความขัดแย้ง ส่วนต่างๆอยู่ร่วมกัน สัมพันธ์กัน ประสานสอดคล้อง ไม่เกิดปัญหา

     เวลาสร้างบ้านเราจะลงเสาเอก มีพิธีกรรม มีการบวงสรวง ตามหลักความเชื่อของแต่ละวัฒนธรรม แต่ก็มีความหมายเดียวกัน คือ การลงเสาแรกเสาเอกให้เชื่อมกับศูนย์กลางของจักรวาล เมื่อเชื่อมแล้วบ้านก็จะมั่นคงแข็งแรง คนอยู่ในบ้านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข ไม่ทุกข์ร้อน ไม่ขัดแย้ง อยู่ในความสมดุล

     ว่ากันว่า จุดศูนย์กลางของคนเราอยู่ที่ สะดือŽ วัดลงไปที่เท้า ขึ้นไปที่ศรีษะจะมีระยะทางเท่ากัน ถ้ายืนได้สมดุลก็จะไม่ล้ม เพราะคนมีเพียงสองขา ไม่ใช่สี่ขา

     ใครที่เคยไปปักกิ่งและไปเยี่ยมชมวัดแห่งสวรรค์ (Temple of Heaven) หนึ่งในสี่วัดสำคัญสัญลักษณ์ของสวรรค์ โลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์  วัดแห่งสวรรค์เป็นวัดใหญ่ที่สุด ที่ประกอบพิธีกรรมของกษัตริย์ในราชวงศ์หมิง มีพระแท่นหินอ่อนขนาดใหญ่สูงกว่าห้าเมตรเป็นลานกว้าง ที่คนขึ้นไปเดินชมได้ มีจุดหนึ่งที่ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาล พูดแล้วเสียงจะดังก้อง ทำให้ทวยเทพทั้งสวรรค์ได้ยิน

     ฝรั่งก็เชื่อในเรื่องศูนย์กลางเหมือนกัน ถ้าสังเกตแผนที่โลกแบบคลาสสิกเดิมๆ จะเห็นว่า จุดศูนย์กลางของแผนที่หรือของโลก คือ กรุงเยรูซาเล็ม เพราะคนทำแผนที่เป็นคริสต์ เชื่อว่า เยรูซาเล็มเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์กลางของโลกและจักรวาล ชาวคริสต์และชาวมุสลิมถึงรบกันในสงครามครูเสดเป็นร้อยปีในยุคกลางเพื่อจะได้ครอบครองศูนย์กลางแห่งจักรวาลนี้ สมัยนี้แผนที่เปลี่ยนไป สหรัฐอเมริกาเป็นคนทำแผนที่ก็เอาตัวเองอยู่กลาง

     ศูนย์กลางเป็นสัญญลักษณ์ของความสมดุล ซึ่งไม่ใช่แนวคิดของตะวันตก 300 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะคิดแบบแยกส่วน คิดแบบกลไก ไม่ได้คิดแบบระบบชีวิต อย่างการแพทย์ก็พยายามหาวิธีกำจัดเชื้อโรคเชื้อราด้วยสารพัดวิธี เกิดยาฆ่าเชื้อ การฉายแสง การใช้เคมีบำบัด ซึ่งก็ฆ่าเซลล์ดีๆ ของคนไปด้วย

     การรักษาแบบตะวันออกเป็นการรักษาสุขภาพแบบองค์รวม หาจุดสมดุลของชีวิต ร่างกายและจิตใจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ไม่ได้ต้องการฆ่า แต่ต้องการอยู่อย่างสมดุล คล้ายกับในระบบเกษตรอินทรีย์ที่บำรุงดินให้ต้นพืชมีอาหารดี แข็งแรง ก็จะไม่มีโรคร้ายมารบกวน รวมทั้งการใช้วิถีธรรมชาติสร้างความสมดุล มีตัวห้ำตัวเบียนมาช่วยจัดการศัตรูพืชต่างๆ โดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า

     สุขภาพวันนี้มีทางเลือกใหม่ที่กำลังพัฒนา เป็นการสร้างความสมดุลโดยใช้วิถีธรรมชาติ ดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าคุณกินอะไรคุณก็เป็นอันนั้น (you are what you eat)  มีการใช้จุลินทรีย์ดีที่พัฒนาได้หลายทาง เป็นตัวช่วยจัดการกับตัวร้ายต่างๆ เพื่อให้อยู่ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตราย

     สังคมไทยมีปัญหา ขาดความสมดุลในแทบทุกเรื่อง เป็นเหมือนคนป่วยที่ต้องฟื้นฟูดูแลสุขภาพให้กลับไปสู่ความสมดุล ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องมีฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายหนึ่งแพ้ ฝ่ายหนึ่งถูก ฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งดี ฝ่ายหนึ่งเลว แต่ทุกฝ่ายสามารถหันหน้าเข้าหากัน ยอมรับความแตกต่าง หาทางออกร่วมกัน

     ถ้าพูดเรื่องความเป็นกลางแบบตะวันตก ที่มีคนถูกคนผิด คนดีคนเลว เราก็จะตีกันให้ตายไปข้าง แต่ถ้าหันหน้ามาพูดจากันแบบพี่น้องร่วมบ้านเดียวกัน เราจะพบความสมดุล คือ อยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

Last modified on Thursday, 04 July 2013 16:07