phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 19 June 2013 20:23

การสื่อสารในสังคมนิรนาม Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน  19 มิถุนายน 2556

สังคมอุตสาหกรรมมีโรงงานและโรงต่างๆ เกิดขึ้น โรงเรียน โรงพยาบาล จัดการแบบอุตสาหกรรม มีระบบที่ทำให้ผลผลิตออกมามีลักษณะเหมือนกันทั้งปริมาณ คุณภาพ แพ็คเหมือนกันเป็นกล่องเป็นโหล แบ่งงาน แบ่งหมวด แบ่งกลุ่ม และเชื่อมโยงส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน

     สังคมอุตสาหกรรมมีความเป็นกลไกสูง แข็งกระด้าง ขาดจิตวิญญาณที่เคยสัมผัสได้ในชุมชน ในครอบครัว เช่นเดียวกับสังคมใหญ่ที่มีระบบการคมนาคมที่เชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากเป็นสังคมกลไก ไร้ความสัมพันธ์ ไร้จิตวิญญาณ ผู้คนจึงยังรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา บ้า และฆ่าตัวตายมากกว่าเดิม

     ถ้าขึ้นไปในที่สูง มองลงมายังถนนใหญ่ๆ ในเมืองใหญ่ จะเห็นผู้คนเดินขวักไขว่เหมือนกองทัพมด ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กรุงเทพฯ ช่วงเช้าและเย็นมีลักษณะเช่นนี้ คนเดินไปมามากมายแต่ไม่มีใครรู้จักใคร เดินไปด้วยกันแต่ไม่ได้ไปด้วยกัน นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า รถใต้ดินโดยไม่มีใครรู้จักใคร

     เราอยู่ในยุคสังคมหลังอุตสาหกรรม เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทันสมัยที่ใครๆ ก็ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายกว่าเดิม แต่สังคมก็ยังเป็นกลไกที่ไฮเทคแต่ไร้ชีวิต เชื่อมโยงแต่เฉพาะกับคนที่รักกันชอบกันเท่านั้น กับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือดีขึ้น

 

 

     สังคมนี้มีความขัดแย้งที่ประหลาด (paradox) ด้านหนึ่งก็เปิดเผยตัวตนของผู้คนให้กันและกันได้มากขึ้น โทร.ทีได้ยินทั้งเสียงและเห็นหน้า คุยกันเป็นชั่วโมงโดยไม่เสียเงินก็ทำได้ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลก แต่ในเวลาเดียวกันก็เป็นสังคมที่ยังปิดบังซ่อนเร้นใบหน้าที่แท้จริง ความรู้สึกนึกคิดที่ลึกๆ ของผู้คน เหมือนหน้ากากอีเล็คโทรนิกที่ไม่ได้ต่างจาก "หน้ากากขาว" ที่อยากแสดงออกแต่ขอปิดหน้าไว้

     การส่งข้อความทางอินเทอร์เน็ต มือถือ การวิพากษ์วิจารณ์ในเวปไซต์ต่างๆ แม้อาจสืบสาวไปถึงผู้ส่งได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป ทำให้มีการส่งข้อความที่เป็นเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี สาบแช่งด่าทอด้วยภาษาที่น่าเกลียดรุนแรง

     ภาษาดิบๆ หยาบๆ สะท้อนตัวตนลึกๆ ของผู้คนที่ถูกกดดันด้วยสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ระเบิดออกมาแบบไม่ยั้ง คนจำนวนมากกดชอบ เพราะถูกใจ สะใจที่พูดอะไรที่ตนเองอยากพูดแต่พูดไม่ได้ พูดไม่เป็น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ข้อความเหล่านั้นไม่ได้ต่างไปจากบัตรสนเท่

     เมื่อต้องสัมพันธ์กันซึ่งๆ หน้า ภาษาของผู้คนวันนี้ก็สะท้อนความรู้สึกนึกคิดลึกๆ ของผู้คน แท็กซี่บอกว่า ตำรวจพูดจากับพวกเขาด้วยภาษาพ่อขุนรามคำแหง พอพูดกับคนขับรถเก๋ง รถมียี่ห้อก็ออกครับผม พวกเขาบ่นว่า ชนชั้นในสังคมยังมีอยู่ ใครมีเงินก็มีอำนาจ ทำผิดก็ไม่ติดคุก คุกมีไว้สำหรับคนจน ตำรวจปรับ คนขับแท็กซี่ รถปิ๊กอัพ ปรับคนจน ไม่ปรับคนรวย

     ขึ้นเครื่องบินวันนี้ สรรพนามที่แอร์โฮสเตสใช้กับผู้คนบนเครื่องบิน คือ "ผู้โดยสาร" "ผู้โดยสารนั่งเลขที่อะไรคะ" ได้ยินแล้วแปลกหูและแปลกใจ ในสังคมนิรนามแบบนี้ เขาหลีกเลี่ยงความเป็น "ส่วนตัว" (personal) กัน

     ไปซื้อของในห้าง ในร้านใหญ่ๆ เขาเรียกเราว่า "ลูกค้า" "ลูกค้าอยากได้อะไรคะ" "ลูกค้าไปจ่ายที่เคาน์เต้อร์นะคะ"

     เคยถามน้องคนหนึ่งว่าทำไมใช้คำว่า "ลูกค้า" หาคำสรรพนามอื่นๆ ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ เขาตอบว่า เขาฝึกมาอย่างนี้ พร้อมกับเล่าว่า คนขายบางคนเรียกลูกค้าว่า ลุง ป้า พี่ แล้วโดนด่ากลับว่า "ฉันไม่ใช่ญาติของเธอ" ก็เลยขยาด ไม่กล้านับญาติกับใครอีก

     นับเป็นความลำบากใจของคนในยุคนี้ที่ไม่รู้จะจัดความสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างไรในยามที่ต้องพูดกันซึ่งหน้า ความจริง คนทั่วไปไม่ได้มีปัญหาอะไรนัก ไม่ว่าในเมืองหรือในชนบท อย่างแท็กซี่บางคนเรียกเราว่า "เฮีย" บ้าง "ป๋า" บ้าง แล้วแต่อายุเขาและอายุเรา เขาจะเรียกอะไรเราก็ไม่ถือสา 

     ไปซื้อของในตลาดยังรู้สึกในความเป็นสังคมแบบเดิม ที่ยังสามารถนับญาติกันได้ เราก็เรียกคนขายที่สูงอายุว่า ป้า บ้าง ยาย บ้าง ลุง บ้าง เราไม่เคยคิดจะเรียกพวกเขาว่า "พ่อค้า" "แม่ค้า" หรือ "คนขาย" และพวกเขาก็ไม่เคยเรียกเราว่า "ลูกค้า"

     ความจริง แม้แต่ในห้างใหญ่ ถ้ารู้จักคนขายดี พบปะกันบ่อย หรือเขารู้สึกว่าเราเป็นกันเองด้วย คนขายก็จะหาสรรพนามที่เหมาะสมมาใช้เสมอ เลิกใช้ "ลูกค้า" ไปเลย เพราะดูยังไงก็ไม่เข้าท่า

     ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความละเอียดอ่อนและหลากหลาย คำสรรพนามแทนตัวเองและคนอื่น ทั้งบุรุษที่ 2 บุรุษที่ 3 มีมากมาย ขึ้นอยู่กับสถานะ อายุ ความสัมพันธ์ มากมายจนใช้ลำบากในหลายกรณี ผม ฉัน ดิฉัน ข้าพเจ้า กู มึง ข้า เอ็ง เธอ ซึ่งล้วนแต่กำหนดหรือแสดงออกถึง "สถานะ" ของผู้พูดผู้ฟังทั้งสองฝ่าย

     สมัยจอมพล ป. มีความพยายมเปลี่ยนสรรพนามให้เรียบง่าย เหลือแค่ ข้าพเจ้ากับท่าน เหมือนภาษาอังกฤษ I กับ you แต่ก็ฝืนธรรมชาติวัฒนธรรมคนไทยไม่สำเร็จ เพราะมีคนเขียนล้อเลียนในหนังสือพิมพ์ทุกวัน ลูกถามพ่อว่า "ทำไมท่านจึงตีข้าพเจ้า" พ่อตอบว่า "ข้าพเจ้าตีท่านเพราะท่านซน"

     ภาษาไทยสะท้อนวัฒนธรรมไทยที่งดงาม สังคมนิรนามไม่ควรทำลายคุณค่าที่ทำให้คนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เป็นญาติพี่น้องกัน จะมีสักกี่คนที่เราเรียกลุง ป้า คุณตา คุณยาย แล้วด่ากลับว่า อย่ามานับญาติฉัน

     ความรู้สึกลึกๆ ที่ดีต่อกัน แสดงออกด้วยสรรพนามที่จริงใจแสดงให้เห็น "น้ำใจ" ที่ไม่ควรหายไปในสังคมนิรนามนี้

Last modified on Thursday, 20 June 2013 02:22