phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 12 June 2013 06:26

เรตติ้งเท่านั้นสำคัญที่สุด Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 12 มิถุนายน 2556

หนังเรื่อง Network (1976) ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์ 10 รางวัล ได้มา 4 รางวัล ที่น่าสนใจคือบทภาพยนต์ที่คมมาก สะท้อนวัฒนธรรมอเมริกันที่เป็นอำนาจนำวัฒนธรรมโลกว่า อยู่ภายใต้ อำนาจของ “ทีวี” มากเพียงใด 

     เรื่องเกิดขึ้นที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งที่เรตติ้งไม่ดี พยายามปรับปรุงกิจการที่ขาดทุน หนึ่งในวิธีการแก้ปัญหาคือปลดนายบีล คนวิจารณ์ข่าวที่เรตติ้งตก นายบีลจึงประกาศในรายการของเขาว่า เขาถูกปลดออกจากงานนี้ในอีกหนึ่งสัปดาห์ ในวันสุดท้าย เขาจะระเบิดสมองตัวเองให้ดูกันสดๆ

     คำประกาศดังกล่าวทำให้เรตติ้งนายบีลและทีวีช่องนี้ดีขึ้น นายบีลได้อยู่ต่อ จากนั้นเขาก็มามุกใหม่ วิจารณ์ไปด่าไป ใช้ภาษาต่ำๆ ดิบๆ ซึ่งเรียกเรตติ้งได้พักหนึ่ง ไม่นานคนก็เบื่อ

     เรื่องราวของหนังเริ่มจริงๆ เมื่อ “นางเอก” (เฟย์ ดันนาเวย์) เริ่มค้นหาวิธีการเรียกเรตติ้งอีกหลายอย่างที่ทำแล้วได้ผล เพราะเธอเดาใจคนดูได้ว่าอยากเห็นอะไร ชอบอะไร เธอเห็นว่าสังคมมีปัญหา มีความกดดัน ต้องการผ่อนคลายหายเครียด ต้องการอะไรที่ตอบสนองความฝัน ความใฝ่ฝัน อุดมคติ ต้องการคำตอบสำหรับอนาคต

     ซิดนีย์ ลูเมต ทำหนังเรื่องนี้เพื่อประชดสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม เขาได้มือเขียนบทที่เฉียบคมมาก หนังต้องการวิพากษ์สื่อโทรทัศน์อย่างรุนแรงว่ากำลังครอบงำและกำหนดชีวิตของผู้คน และกระทำโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องศีลธรรมอะไรทั้งนั้น คิดถึงแต่เพียงธุรกิจและเรตติ้งเท่านั้น นายบีลบอกว่า

 

 

     “พวกท่านชาวอเมริกัน 62 ล้านคนที่กำลังชมรายการนี้ มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่อ่านหนังสือ ร้อยละ 15 อ่านหนังสือพิมพ์ พวกท่านรู้ความจริงจากทีวีเท่านั้น คนรุ่นใหม่วันนี้ไม่รู้อะไรอื่นนอกจากที่มาจากจอทีวี ทีวีคือคัมภีร์ ทีวีคือความจริงสูงสุด เป็นพลังที่น่าเกลียดน่ากลัวที่สุด...ถ้าตกไปอยู่ในมือของคนชั่วก็จะเป็นโชคร้ายของเรา”

     “ฟังให้ดี ทีวีไม่ใช่ความจริง มันเป็นเพียงสิ่งให้ความบันเทิง....ทีวีเป็นเรื่องหลอกๆ เราหลอกพวกคุณ ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง พวกคุณเริ่มคิดว่าทีวีเป็นเรื่องจริงและชีวิตของตนเองไม่จริง พวกคุณทำทุกอย่างที่ทีวีสั่งให้ทำ แต่งตัวเหมือนทีวี กินเหมือนทีวี เลี้ยงลูกเหมือนทีวี คิดเหมือนทีวี พวกคุณบ้าไปแล้ว พวกคุณนั่นแหละของจริง พวกเราต่างหากที่เป็นของปลอม ฉะนั้นปิดทีวี ปิดเดี๋ยวนี้เลย ปิดตอนที่ผมพูดอยู่นี่แหละ”

     ปรากฎว่า คนดูจำนวนมากปิดทีวีตามที่นายบิล “สั่ง” และหนังเองก็มีอิทธิพลไม่น้อย คนในอเมริกาและยุโรปจำนวนมากเลิกดูทีวีหรือดูน้อยลง แต่กระนั้นก็ไม่มีอะไรที่ต้านกระแสสื่อชนิดนี้ได้ แม้จะรู้ว่ามีการบิดเบือน มีการใช้เป็นเครื่องมือครอบงำทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง 

     รายการประสบความสำเร็จสูง เรตติ้งกระฉูด แต่ที่สุดก็เกิดเรื่องจนได้ เพราะความที่อยากได้เรตติ้งจึงทำทุกอย่าง และพลาดไปวิจารณ์นายทุนชาวอาหรับที่กำลังจะเข้าไปซื้อกิจการทีวีแห่งนี้

     ผู้สร้างหนัง Network ให้บทเรียนไว้ในปี 1976 (2519) หรือเมื่อ 37 ปีก่อน โดยใส่ปากของประธานสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ที่เทศน์สอนนายบีลและทีมงานว่า ยุคชาติรัฐได้สิ้นสุดลงแล้ว วันนี้โลกไม่มีพรมแดน เป็นโลกาภิวัตน์ ไม่มีชาติ ไม่มีประชาชน ไม่มีชาวรัสเซีย ไม่มีชาวอาหรับ ไม่มีโลกที่สาม ไม่มีตะวันตก ไม่มีตะวันออก มีแต่ระเบียบโลกเดียวเท่านั้น

     “วันนี้มีแต่ระบบเงินตราที่กำหนดชีวิตในโลกใบนี้ วันนี้ไม่มีอเมริกา ไม่มีประชาธิปไตย มีแต่ไอบีเอ็ม ไอทีที ทีทีเอ็นที ดูปองต์ ยูเนียนคาร์ไบ และแอ็กซอน นี่ไงชาติในโลกวันนี้..โลกนี้เป็นโลกของธุรกิจ โลกนี้คือธุรกิจ”

     ถ้าหนังเรื่องนี้ทำที่เมืองไทยวันนี้ บทน่าจะเป็นว่า “วันนี้ไม่มีชาติไทย ไม่มีประชาธิปไตย มีแต่เอไอเอส ทรู ดีเทค โตโยต้า ฮอนด้า ยามาฮ่า เซเวนอีเลเว่น ช้าง สิงห์ กระทิงแดง ไอโฟน ไอแพ็ด ซัมซุง ปตท. พท. นปช. เสื้อแดง ฯลฯ ฯลฯ”

     แม้วันนี้คนหนุ่มสาวจะใช้เวลากับมือถือมากที่สุด ดูทีวีน้อยลง แต่คนส่วนใหญ่ในเมืองในชนบทก็ยังดูทีวี ที่ค่าโฆษณาเป็นแสนถึงหลายแสนต่อนาทีในบางรายการข่าวรายการละคร การโฆษณาทางสื่อทีวีจึงยังมีมูลค่าสูงสุดสำหรับธุรกิจ

     ชาวบ้านทั่วไปถ้าไม่เคยเห็นสินค้าทางทีวีก็ไม่ซื้อ เจ้าของร้านขายของชำในเมืองในชนบทไม่ซื้อของจากห้างมาขายต่อ หรือไม่รับของที่เซลแมนมาส่งถ้าหากไม่เคยเห็นทางทีวี

     มีเพื่อนที่ทำงานพัฒนาบอกชาวบ้านถึงคุณประโยชน์ของกล้วย และแนะนำให้พ่อแม่ให้ลูกกินแทนที่จะให้กินแต่นมผงถูกๆ ชาวบ้านย้อนถามว่า ถ้ากลัวยดีจริง ทำไมไม่เห็นโฆษณาทางทีวี

     หนังเรื่อง Network สร้างมาเกือบ 40 ปี วันนี้เมืองไทยไม่ได้แตกต่างไปจากวันนั้นที่อเมริกา เรตติ้งเท่านั้นสำคัญที่สุด สำคัญที่รายได้ ไม่คำนึงถึงความถูกต้องศีลธรรม คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นคน ไม่คำนึงถึงประเพณีวัฒนธรรม ถึงได้มีเรื่องราวอย่างรายการ “กำจัดจุดอ่อน” ที่เจ๊งไปหลายปีก่อน

     วันนี้มีรายการไทยแลนด์ ก็อด ทาแล้นท์ ที่ทำเรื่องไม่เป็นเรื่องมาสองหน ให้ผู้หญิงเอานมวาดรูป และเอาคนมีปัญหาทางจิตมาออกอากาศ จะแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น มีคนถามเจ้าของรายการกลับไปในโซเซียลมีเดียว่า ถ้าลูกคุณเป็นอย่างนายสิทธัตถะ เอมเมรัล คุณจะเอามาออกรายการนี้ไหม

     ศีลธรรม คุณค่าความเป็นคน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่อะไรที่สูงส่งสำหรับนักบุญหรือพระอรหันต์ คนเดินดินกินข้าวแกงที่มีสามัญสำนึกก็เข้าใจได้และมีได้

Last modified on Thursday, 20 June 2013 02:21