phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 29 May 2013 20:49

เรียนรู้เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม Featured

Rate this item
(1 Vote)

 

สยามรัฐรายวัน 29 พฤษภาคม 2556

 

เรียนรู้อย่างไรให้พัฒนาจิตสำนึก เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นโจทย์พื้นฐานของปรัชญาการศึกษา การเรียนรู้ที่ดี เป็นโจทย์ของการทำงานพัฒนาสังคมในทุกด้าน ทุกเรื่อง  

เมื่อ 20 ปีก่อน คนไทยกว่าร้อยละ 90 รู้เรื่องเอดส์ รู้ว่าเอดส์คืออะไร ติดต่อกันอย่างไรได้กี่ทาง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มขึ้นๆ จากไม่กี่คนกลายเป็นแสนและเป็นล้าน  

คนทั่วไปรู้ว่าบุหรี่เป็นสิ่งเสพติด เป็นอันตรายต่อสุขภาพของตนเองและผู้อื่น รู้ทั้งรู้ มีเขียนเตือนเขียนห้ามทั่วไป รวมทั้งบนซองบุหรี่ แต่ก็ยังเลิกไม่ได้ ส่วนหนึ่งเพราะได้เสพจนติด การเลิกไม่ใช่เรื่องง่าย ประเภท ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้

 ที่สำคัญ คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยสูบแต่เริ่มสูบบุหรี่ อันนี้เป็นปัญหาซับซ้อน เป็นเรื่องค่านิยม ความหลงผิด เข้าใจผิดคิดว่าเท่ คิดว่าดี คลายเครียด เห็นโฆษณาในลักษณะแอบแฝงที่ยังมีอยู่ทั่วไป เมื่อก่อน อเมริกันใช้หนังฮอลลีวู้ดเป็นสื่อโฆษณา วันนี้มีรูปแบบอื่นๆ ที่มาแบบแนบเนียนและแอบอิง

 

ขณะที่ภาคธุรกิจที่ผลิตบุหรี่ ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โฆษณาสินค้าของเขาด้วยวิธีการทางบวก เพื่อสร้างค่านิยม ให้คนเห็นดีเห็นงาม คนที่รณรงค์ต่อต้านสิ่งเหล่านี้กลับเน้นวิธีการด้านลบ การขู่ด้วยกฎหมาย การใช้อำนาจ จน เครียด กินเหล้า ให้เหล้าเท่ากับแช่งฯลฯ

 

ประเทศสิงคโปร์ ใช้เวลาหลายปีเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน รวมทั้งคนต่างชาติ นักท่องเที่ยวเพื่อให้มี วินัย ในการใช้ชีวิตในประเทศนี้ เคร่งครัดจนเป็นที่ร่ำลือไปทั่วโลก เป็นตัวอย่างของการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศนี้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง 

 

คนจีนในสิงคโปร์ คนจีนในฮ่องกงทำให้เชื่อว่า คนเราถ้าหากมีการเรียนรู้ มีการบังคับใช้กฎหมายไม่หลายมาตรฐานก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ไม่มีใครขากเสลดลงพื้น ไม่มีใครทิ้งก้นบุหรี่ตามถนน 

 

ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ คนขับรถบนท้องถนนจะบีบแตรเป็นปกติวิสัย ทำให้เมืองนี้มีแต่เสียงแตรลั่นเมืองตลอดเวลา ก่อนกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโซลในปี 1988 มีการรณรงค์หลายวิธีให้เลิกบีบแตร รวมทั้งการจับปรับอย่างไม่เลือกหน้า ได้ผล คนเกาหลีเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่บีบแตรแบบมั่วๆ อีกต่อไป

 

ประเทศสวีเดน เคยณรรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุที่มาจากเมาแล้วขับ โดยการแนะนำให้คนกินเหล้าให้เป็น กินเหล้าอย่างถูกวิธี กินแล้วได้รสชาติดี ไม่มีพิษ ไม่มีภัย ไม่ขับรถ ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและต่อผู้อื่น ปรากฏว่า อุบัติเหตุลดลงถึงครึ่งหนึ่ง 

 

การใช้กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ผล ต้องมีการณรงค์ให้สาธารณชนได้รับรู้ เรียนรู้ทางบวก เรื่องคุณค่า ความดี ความงาม มีวีธีการอื่นๆ อีกมากมายทั้งภายในครอบครัว ในโรงเรียน ในหน่วยงานองค์กรต่างๆ ทุกฝ่ายระดมพลังกันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายก็ต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ หรือทำเป็นไฟไหม้ฟางอย่างบ้านเรา 

 

การให้ข้อมูลอย่างเดียว ถ้าไม่มีการเชื่อมโยง ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง ก็อาจไม่เกิดความรู้ เมื่อเกิดความรู้ แต่ไม่มีกระบวนการทางความคิด ไม่ใช้เหตุผลเพื่อแยกแยะ พินิจพิจารณา วิเคราะห์สังเคราะห์ หรือไม่มีการนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดผล ตกผลึก ก็ไม่เกิดปัญญา เพราะการสรุปเป็นหลักคิดหลักปฏิบัติทำให้เกิดการเรียนรู้ขั้นสูงสุด คือ รู้แจ้งเห็นจริง เกิดปัญญา เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

ถ้าการได้ยินได้ฟังอย่างเดียวแล้วเปลี่ยนพฤติกรรมคนได้ ให้พระเทศน์ทางวิทยุโทรทัศน์ทุกวัน ไม่นานคนไทยก็น่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้กระมัง แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติธรรม จึงจะหลุดพ้น การเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจึงเป็นหัวใจของการเรียนรู้ที่เปลี่ยนพฤติกรรม (transformative learning)

 

การเรียนรู้ที่ดีทำให้คนคิดได้ ตัดสินใจได้ เลือกได้ ทำให้พึ่งตนเองได้ เป็นอิสระทางความคิด เป็นอิสระจากการครอบงำทางความคิด การครอบงำจากการโฆษณา จากค่านิยมของสังคมบริโภคที่ต้องการให้คนใช้จ่ายมากๆ กินมากๆ ดื่มมากๆ สูบมากๆ เสพมากๆ 

 

การเรียนรู้ที่ดีย่อม ปลดปล่อย (emancipation) คนให้หลุดพ้น และทำให้เข้มแข็ง (empowerment) ในระดับชุมชน การเรียนรู้เช่นนี้ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เปลี่ยนประชาชนให้เป็น พลเมือง เป็นพลังของเมือง ที่ผู้คนร่วมมือกันแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง ไม่ใช่รอแต่คำสั่งกับงบประมาณจากทางราชการ

 

การเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติอย่างที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านจัดสรรเก่าๆ แห่งหนึ่งที่ขอนแก่น ทำให้เชื่อว่า ถ้าหากมีคนลุกขึ้นมาจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม สันติสุขในชุมชนในเมืองก็เกิดขึ้นได้เมื่อคนออกมาช่วยกันกวาดถนนที่ไม่เคยทำมาตั้งแต่มีหมู่บ้านนี้เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ไม่ใช่รอแต่เทศบาลมากวาด

 

ไม่นานก็มีการประสานให้คนห่อข้าวมากินด้วยกันหลังจากช่วยกันทำงาน จัดระเบียบหมู่บ้าน กวาดถนน และทำบุญบ้านด้วยกันเพื่อเป็นสิริมงคล ไม่นานก็เกิดกลุ่มออมทรัพย์ ทำให้เกิดสวัสดิการ ทำให้คนมาพบกันทุกเดือนเพื่อออม เพื่อฝาก เพื่อกู้ ทำให้ได้พูดคุย มีทุกข์ก็แบ่งเบา มีสุขก็แบ่งปัน 

 

ไม่นานก็มีการรวมตัวกันไปเสนอบริษัทสีว่า ถ้าบริษัทให้สีทาบ้านทุกหลังในชุมชนนี้ พวกเขาจะทาเองให้เป็นหมู่บ้านสวยด้วยสีสดใส แล้วจะขึ้นป้ายว่า บริษัทสีนี้ให้การสนับสนุนหมู่บ้านนี้ บริษัทรีบตอบรับโดยเร็ว เพราะไม่ใช่แค่ CSR แต่เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ลงทุนคุ้มค่า 

 

นี่เป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของนักศึกษาคนหนึ่งของสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนหรือมหาวิทยาลัยชีวิตที่อยากบอกว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ดีไม่ได้อยู่ในเอกสาร แต่อยู่ที่การลงมือทำ

 

Last modified on Thursday, 20 June 2013 02:19