phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Saturday, 25 May 2013 21:41

โรงเรียนเล็ก ปัญหาใหญ่ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 22 พฤษภาคม 2556

โรงเรียนเปิดแล้ว จราจรจลาจลในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ รถตู้ รถสองแถว วิ่งขวักไขว่จากหมู่บ้านเข้าอำเภอ เข้าจังหวัด นำเด็กนักเรียนไปโรงเรียนในเมือง พร้อมกับข่าวการปิดโรงเรียนเล็ก โด่งดังในสื่อและโลกไซเบอร์ และค่อยๆ เงียบหายไป

น่าศึกษาเหตุผลของการดิ้นรนให้ลูกไปเรียนในเมืองของคนชนบท วันนี้หมู่บ้าน-ชนบทไทยแทบไม่ได้ต่างจากเมือง มีเหมือนกันเกือบทุกอย่าง ไฟฟ้า น้ำประปา ทีวี โทรศัพท์ ถนนลาดยาง ร้านสะดวกซื้อ ตลาด ร้านอาหาร รวมทั้งโรงนวด อินเทอร์เน็ต

 ขณะที่หมู่บ้านเปลี่ยนไป แต่โรงเรียนไม่ได้เปลี่ยน ส่วนใหญ่ยังเป็นตึกไม้เก่าๆ โทรมๆ ประตูหน้าต่างบางแห่งปิดไม่ได้ ฝนสาดแดดส่อง งบประมาณสนับสนุนต่อหัวอันน้อยนิดไม่เหลือเผื่อการซ่อมแซมที่กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยสำหรับโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนไม่ถึงร้อยคน 

ครูใหญ่ในอดีตกลายเป็นผู้อำนวยการด้วยการเปลี่ยนชื่อ แต่งบประมาณไม่ได้เปลี่ยน วิธีคิดของคนไม่ได้เปลี่ยน ของกระทรวงไม่ได้เปลี่ยน ยังเป็นการศึกษารวมศูนย์ ทั้งการบริหารจัดการ ทั้งการจัดสรรงบประมาณ ทั้งหลักสูตรที่เคยอยากกระจายแต่กลับมาระจุกเหมือนเดิม 

 



ความคิดของครูส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยน ครูผลัดกัน อยู่เวรรายวันŽ เพื่อไปทำธุระในเมืองหรือที่ไหนก็ได้ ไม่ใช่ไปประชุมเท่านั้น การเรียนการสอนไม่ได้เปลี่ยน คณะกรรมการสถานศึกษาที่จัดตั้งกันขึ้นมาก็ไม่ค่อยได้ประชุม หรือประชุมก็ไม่ค่อยมีใครมา ชุมชนไม่ได้มีส่วนร่วมกับการจัดการศึกษา ร่วมอย่างเดียวเมื่อมีการเรี่ยไรใส่ซองผ้าป่าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน

อีกด้านหนึ่ง พ่อแม่ก็อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ มีชื่อเสียง เข้าโรงเรียนประจำจังหวัดหรือเอกชนดังๆ หรือเข้าโรงเรียนประจำอำเภอก็ยังดี กลายเป็นค่านิยมใหม่ที่แยกสถานภาพคนในหมู่บ้านชนบท

เด็กที่ยังไปเรียนในโรงเรียนหมู่บ้านกลายเป็นเด็กยากจน พ่อแม่ไม่มีปัญญาส่งลูกไปเรียนในเมือง เพราะไม่มีค่ารถ ค่าอาหาร ค่าขนม โรงเรียนหมู่บ้านกลายเป็นโรงเรียนชั้นสองสามสี่ ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายของชาวบ้าน ของคนจนที่ไม่มีทางเลือก

ด้านหนึ่ง ทำให้เห็นชัดว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างออกไปทุกที แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาสารพัดที่ตามมา ปัญหาหนี้สินของพ่อแม่ที่รสนิยมสูงแต่รายได้ต่ำ กู้หนี้ยืมสินส่งลูกไปเรียน ในเมือง เพียงเพื่อจะได้ไม่ถูกตราหน้าว่ายากจนดักดานอยู่ในหมู่บ้าน จากอนุบาลไปถึงมัธยม จนถึงอุดมศึกษา กว่าจะจบเป็นหนี้หลายแสน

คุณภาพครูก็เป็นปัญหา ครูมีเวลาทำธุระส่วนตัว เขียนรายงานเพื่อเลื่อนชั้นเลือนระดับ แข่งขันกันแสดงออกถึงสถานภาพและรสนิยม แต่งตัวภูมิฐานผูกไท้ใส่สูท ขับรถดีๆ มีราคา เรียนปริญญาโทปริญญาเอก

กู้เงินสหกรณ์ฯ กู้สถาบันการเงิน แข่งกันเป็นหนี้สี่ห้าล้าน ถ้าเป็นผอ.ก็ควรตีกอล์ฟเป็นด้วยถึงจะดูดีมีราคา แต่ไม่มีเวลาเพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้เด็ก ให้ครอบครัว ให้ชุมชนเชื่อมั่นในโรงเรียน ได้การศึกษาที่มีคุณภาพ

ปัญหาโรงเรียนหมู่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤติการศึกษาของชาติ ซึ่งพยายามปฏิรูปกันมาหลายปี หลายครั้ง หลายแบบ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ไปไหน จนใครๆ เริ่มเบื่อหน่าย เชิญประชุมสัมมนาเรื่องปฏิรูปการศึกษาก็ไม่อยากไป เพราะรู้สึกเสียเวลากับการพูดกันแต่เรื่องเก่าซ้ำซากมาหลายปีไม่มีอะไรดีขึ้น

ปัญหาโรงเรียนหมู่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการพัฒนาประเทศ การสร้างค่านิยมผิดๆ การเน้นรูปแบบภายนอกของการศึกษา การมีข้าวของแบบสังคมบริโภค เน้นโรงเรียน เน้นปริญญา ไม่ได้เน้นความรู้ ไม่ได้เน้นคุณภาพของคน

เป็นปัญหาสังคมที่เน้นที่รูปแบบประชาธิปไตย ไปเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อแท้คือการกุมอำนาจของกลุ่มทุนที่เผด็จการและครอบงำผู้คนไม่น้อยไปกว่าเผด็จการทหาร ปล่อยปละละเลยการปฏิรูปการศึกษา เหมือนกลัวว่าคนจะฉลาดขึ้น เพราะคนมีความรู้ครอบงำยากและกดขี่ข่มเหงไม่ได้

ปัญหาโรงเรียนในหมู่บ้านเป็นปัญหาการพัฒนาที่รวมศูนย์อำนาจ การสั่งการจากข้างบน การไม่ให้ชุมชนมีส่วนร่วม มีอำนาจ มีงบประมาณเพียงพอเพื่อจัดการชีวิตของตนเอง รวมทั้งจัดการศึกษาให้ลูกหลานของตนเอง

โรงเรียนแยกลูกหลานจากครอบครัว ทำตัวเหมือนเจ้าของเด็ก เจ้าของชีวิตของชาวบ้าน ราชการจะจัดการอย่างไรก็ได้ จะยุบโรงเรียนก็ได้ จะสั่งให้เด็กไปเรียนที่ไหนก็ได้ สั่งซ้ายหันขวาหันได้หมด

ถ้าโรงเรียนเล็กจะคงอยู่ต่อไป ชุมชนต้องร่วมกันคิด ร่วมกันเรียนรู้ เพื่อหาข้อสรุปว่า ถ้าหากไม่ยุบโรงเรียนเล็ก จะจัดการอย่างไร ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่เป็นสิทธิและหน้าที่ของชุมชนที่จะกำหนดชะตากรรมของลูกหลานของตนเอง 

วันนี้มี อบต.เทศบาล และชุมชนหลายแห่งจัดการศึกษาได้เองอยู่แล้ว รับเอาโรงเรียนที่กระทรวง ศึกษาธิการอยากยุบมาดูแล ทั้งประถมและมัธยม จะดีจะร้าย จะพร้อมไม่พร้อม พวกเขาก็เรียนรู้และพยายามปรับปรุงพัฒนาในฐานะที่เป็นเจ้าของ พยายามหาทางจัดการศึกษาให้บูรณาการกับชีวิต กับการพัฒนาชุมชน ไม่แยกลูกหลานออกไป ยกให้ครู ยกให้กระทรวงเหมือนที่ผ่านมา

ปัญหาโรงเรียน ปัญหาการศึกษา ใหญ่เกินกว่าที่กระทรวงศึกษาธิการจะจัดการได้แต่เพียงผู้เดียว แม้รัฐบาลจะให้งบประมาณมากกว่าทุกกระทรวงก็ไม่มีวันพอ ถ้าไม่คืนการศึกษาให้ประชาชน และรัฐจัดบทบาทของตนให้เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุน ไม่ใช่ไปควบคุมแบบครอบงำอย่างที่ทำกันวันนี้

Last modified on Wednesday, 05 June 2013 17:58