phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 24 April 2013 09:01

ปัญหาหมา ปัญหานโยบาย Featured

Rate this item
(1 Vote)

สยามรัฐรายวัน 24 เมษายน 2556

         ปัญหาหมาที่ถูกจับไปทำเนื้อ ส่งออกไปต่างประเทศ ถูกประท้วงจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุดบรีจิตต์ บาร์โด ดาราชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดังในอดีตได้ออกโรงขอให้นายกรัฐมนตรีไทยไปดูยูทูบที่คนไทยทำเองและโพสท์ให้คนทั่วโลกได้เห็นการทารุณกรรมหมาในประเทศไทย

          ความจริง การกินเนื้อหมาแพร่หลายในหลายประเทศ อย่างจีน เวียดนาม เกาหลี ฟิลิปปินส์ ที่ทำกันอย่างเป็นธุรกิจก็ที่เวียดนามและที่เกาหลี มีร้านขายอาหารเนื้อหมาอยู่ทั่วไป ตอนกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลก มีการประท้วงจากหลายกลุ่มในหลายประเทศ ขู่บอยคอตไม่ไปชมกีฬา คนเกาหลีบอกว่า ไม่อยากดูก็ไม่ต้องมา แต่พวกเขาจะไม่ปิดร้านอาหารเนื้อหมา และไม่เลิกกิน

          ความแตกต่างของเกาหลีกับของไทยอยู่ที่การจัดการ เกาหลีมีการออกกฏหมายให้เลี้ยงหมา ทำฟาร์มหมาเพื่อเป็นอาหารอย่างถูกสุขลักษณะ ถูกอนามัย และถูกหลัก “มนุษยธรรม”

          เกาหลีไม่มีหมาจรจัด เร่ร่อน ไม่มีปัญหาเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เพราะมีการจัดการ มีการทำหมัน ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบไทยๆ แล้วเอาไปปล่อยวัด หรือปล่อยให้จรจัดตามเวรตามกรรม  ไม่ทำหมันหมา ปล่อยให้ออกลูกออกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง เลือกเอาแต่ตัวผู้ไปเลี้ยง ตัวเมียก็เร่ร่อน

 

 

          คนไทยแก้ปัญหาโดยการจับรถที่ขนหมาไปขายข้ามแดน จะจับได้สักกี่คันเอง จับแล้วก็เอาไปขังรวมกัน รณรงค์ให้คนไทยใจบุญรักสัตว์ สงสารหมาส่งเงินไปช่วย เงินไปถึงหมาเท่าไรก็ไม่รู้ คนอาจเอาไปกินก่อนหมา สุดท้ายหมาก็อดตาย เป็นโรคตาย กัดกันตาย โหดร้ายไม่น้อยกว่าการถูกจับไปขาย

          คนไทยทั่วไปในชนบทกินเนื้อหมา แต่ไม่ได้กินเป็นประจำ กินโอกาสพิเศษ กินแกล้มเหล้ากับเพื่อนฝูง กินยามมีงานพบปะสังสรรค์ กินเพราะอยากลองรสชาติแปลกใหม่เป็นครั้งคราว หรือบางแห่งบางที่ คนกินเพราะเนื้อหมาราคาถูกกว่าเนื้ออื่นๆ เป็นอาหารคนจนในหลายท้องถิ่น หลายจังหวัด

          คนไทยคงไม่กล้าออกกฏหมายให้มีการทำธุรกิจเนื้อหมาเหมือนเกาหลี หรือให้กินกันเปิดเผยอย่างในหลายเมืองของจีน หรือทั่วไปในเวียดนาม แต่สังคมไทยก็ไม่มีการจัดการเรื่องหมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวสักที เอาแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งก็แก้ไขอะไรไม่ได้

          สิ่งที่รัฐบาลควรทำในเบื้องต้น คือ การวิจัยอย่างละเอียดเพื่อพัฒนานโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อจัดการกับปัญหาหมาที่คนไม่มีปัญญาแก้มานาน สั่งสม หมักหมมจนเหมือนไม่มีทางออก (มีสถาบัน อุดมศึกษาตั้ง 170 แห่ง น่าจะทำการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในเรื่องนี้ได้ในทุกจังหวัด)

ที่พูดกันมานานก็เรื่องปัญหาหมาจรจัดในกทม. พยายามแก้กันมาไม่รู้กี่ผู้ว่าฯ เลือกตั้งทีก็มีการหาเสียงทีว่าจะทำอย่างไรกับหมาจรจัดที่มีอยู่หลายแสน ซึ่งแค่จำนวนก็ยังไม่ทราบ มีแต่คาดการณ์เองว่าสามแสนบ้าง สี่แสนบ้าง บางคนบอกว่าอาจถึง 1 ล้านตัว

มีอย่างน้อย 2 มาตรการที่น่าจะทำได้เลย โดยรัฐบาลสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ

๑.     แก้ปัญหาหมาจรจัด ด้วยการทำหมัน ด้วยมาตรการให้รางวัลและลงโทษ ให้ทุกจังหวัดพัฒนา

แนวทางดำเนินการอย่างจริงจัง ให้ทุกอำเภอ เทศบาล ตำบล ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นไฟไหม้ฟางอย่างที่ทำๆ กันในหลายเรื่อง หรือทำแบบขอไปทีอย่างทุกวันนี้

๒.    แก้ปัญหาหมาวัดที่ไม่ได้อยู่ในวัดเท่านั้น แต่ออกไปเพ่นพ่านนอกวัด เพิ่มจำนวนหมาในชุมชน

อย่างรวดเร็ว ออกมาตรการห้ามเอาหมาไปทิ้งที่วัด และห้ามวัดรับเลี้ยงหมา

          มาตรการอื่นๆ คงต้องวิจัยกันให้ละเอียด ไม่ว่าการขึ้นทะเบียนหมา เก็บภาษีหมา การฝังชิพ รวมทั้งการออกฏหมายควบคุมการค้าหมา การนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งมีมากขึ้นและขายกันไม่แต่ที่สวนจตุจักร แต่เป็นฟาร์มเล็กฟาร์มใหญ่ทั่วประเทศ ผสมพันธุ์กับหมาจรจัดเกิดเป็นพันธุ์โรด (พันธุ์ทาง) ทำให้มีหมาหน้าตาแปลกๆ มากขึ้น

          การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน คงต้องใช้เวลาและต้องใช้พลังชุมชนร่วมมือ จึงต้องมีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง องค์กรรักสัตว์ทั้งหลาย รวมทั้งเครือข่ายคนรักหมาน่าจะคิดทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่เอาแต่ประท้วงเมื่อมีข่าวหรือเหตุการณ์เกี่ยวกับหมา

          สังคมวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว แต่คนยังเลี้ยงหมาเหมือนสังคมโบราณ ไม่แต่ในหมู่บ้านชนบท แต่ในเมืองเล็กเมืองใหญ่จนถึงกรุงเทพฯ วัฒนธรรมเลี้ยงหมายังไม่เปลี่ยน  หมาจรจัดจำนวนมากอยู่ได้เพราะมีคนเลี้ยง พวกมันจะจับกลุ่มกันอยู่ในที่ที่มีอาหาร มีก๊กมีแก๊งค์ ในหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่ง อบต. เทศบาลไปจับหมาจรจัดไม่หมดสักที เพราะมีคนคอยให้อาหารและปกป้องมัน

          หมาไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน ทำประโยชน์ได้หลายอย่าง วันนี้ขาดการจัดการ ไม่มีการปรับการเลี้ยง การจัดการ “เรื่องหมา” ให้เหมาะสมกับยุคสมัย

          เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าที่ชาวบ้านและชุมชนทั่วไปจะจัดการได้แต่เพียงผู้เดียว ต้องมีเจตจำนงทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องระดับชาติที่ต้องการนโยบายที่ชัดเจน โดยไม่ต้องรอให้โรคหมาบ้าระบาดจนควบคุมไม่ได้

 

Last modified on Saturday, 27 April 2013 02:41