phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 27 March 2013 08:08

เปลี่ยนวัฒนธรรมให้เป็นทุน Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 27 มีนาคม 2556

วัฒนธรรมเป็นทุนอยู่แล้ว เพียงแต่ในยุคทุนนิยม คนคิดถึงทุนที่เป็นตัวเงิน เป็นอะไรที่กินได้ เราถึงได้พูดเรื่องการ “ขาย” วัฒนธรรมในการท่องเที่ยว การขายวัฒนธรรมในผลิตภัณฑ์โอทอป และอื่นๆ 
 
     ททท.ถึงได้ไปยุ่งกับบุญบั้งไฟ แห่เทียนพรรษา ผีตาโขน จนกลายเป็นเรื่องสนุกขบขันทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นของจริงจัง ไม่ใช่เรื่องหลอกเด็ก แต่การท่องเที่ยวไม่เคยถอดรหัสภูมิปัญญาเหล่านี้ เพื่อจะได้รู้ซึ้งถึงคุณค่าและความหมายต่อชีวิตของชาวบ้านและชุมชน
 
     ทุนทางวัฒนธรรมไม่ได้มีแต่เฉพาะประเพณีที่ปรากฏอย่างชัดเจน แต่รวมถึงวิถีชุมชน ระบบคุณค่าซึ่งแสดงออกในชีวิตประจำวันในลักษณะต่างๆ หรือบางอย่างไม่ได้แสดงออกตรงๆ แต่เป็นรากฐานของการดำเนินชีวิตของชุมชน เช่น ความเชื่อศรัทธาในศาสนา ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเคารพต่อบรรพบุรุษ พ่อแม่ปู่ย่ายาตาย ความเป็นพี่เป็นน้องตามสายเลือด หรือเป็นคนบ้านเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน
 
     เคยมีรายงานว่า คนไทยทำบุญติดอันดับต้นๆ ของโลกถ้าเทียบกับรายได้ของประชากร ดูแค่วัดวาอาราม กฐิน ผ้าป่า และการทำบุญในโอกาสต่างๆทั้งปีก็น่าเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง 
 


     ถ้าหากมีการจัดการทันสมัยก้าวหน้าอย่างธรรมกายก็ไม่แปลกที่จะมีรายได้มหาศาล หรือมีการจัดระบบเศรษฐกิจบุญนิยมแบบสันติอโศกก็จะมีทุนเพียงพอเพื่ออยู่อย่างพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ และช่วยเหลือสังคมได้ด้วย หรือจัดห้างสรรพสินค้ามือสองของพระพยอมลูกศิษย์ท่านพุทธทาสก็เกิดจากการจัดการที่มาจากฐานวัฒนธรรม การแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกันของสังคม
 
     ทุกอย่างล้วนต้องมีการจัดการให้สมสมัย ไม่ว่าจะทำในรูปแบบเดิม หรือให้เกิดนวัตกรรมต่อยอด สร้างสรรค์สิ่งใหม่จากรากฐานเดิมที่ดี
 
     ที่ประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกไม่นาน มีบาทหลวงผู้หนึ่งเกิดความคิดว่า ถ้าหากระหว่างเทศกาลถือศีลอดก่อนปาสกา (อีสเตอร์) 40 วัน ชาวคาทอลิกจะอดออมอย่างเป็นระบบ ลด ละ เลิก สิ่งไม่ดีต่างๆ แล้วเอาเงินที่เคยใช้จ่ายในเรื่องเหล่านั้นมาออมไว้ เมื่อสิ้นสุดเทศกาลแล้วแทนที่จะเอาเงินจำนวนนั้นไปใช้จ่ายเองก็เอามารวมกัน เอาไปช่วยคนอื่นน่าจะได้บุญสองต่อ
 
     คาทอลิกเรียกโครงการนี้ว่า “การรณรงค์เทศกาลมหาพรต” (Lenten Campaign) เริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนีแล้วแพร่ไปทั่วยุโรปและทั่วโลก ชาวคาทอลิกจะได้รับกล่องออมสินเล็กๆ ไว้ที่บ้าน ออมวันละเท่าไรก็ได้ พอถึงวันปาสกาหรืออีสเตอร์ก็นำมารวมกันที่โบสถ์
 
     ประเทศเยอรมนีมีคาทอลิกอยู่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากร และที่ปฏิบัติศาสนา ไปวัดไปโบสถ์จริงๆ ก็น้อยกว่านั้นมาก แต่ก็มีเงินที่ออมกัน 40 วันได้หลายพันล้านบาททุกปี รัฐบาลสมทบให้อีกเท่าตัว เงินจำนวนนี้มีองค์กรหนึ่งที่ดำเนินการรณรงค์นำเงินไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยในระยะ 40 กว่าปีที่ผ่านมาก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณที่ชาวบ้านออมทั้งในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ ในยุโรป
 
     เมื่อ 30 กว่าปีก่อน เคยจัดเวทีความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนาต่างๆ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ได้นำเรื่องนี้เข้าไปแลกเปลี่ยน มีพระหลายรูปที่ได้นำไปประยุกต์ โดยแจกกระบอกไม้ไผ่ระหว่างเข้าพรรษา ให้ชาวบ้านออม ออกพรรษาก็นำกระบอกมาที่วัด ผ่าออก เอาเงินมารวมกันเป็นกองทุนในโครงการต่างๆ
 
     การจัดการแบบไทยๆ ก็ไม่ได้เสียหายอะไร อาจจะดีและเหมาะสำหรับวัฒนธรรมไทยที่สบายๆ ไม่ต้องมีระเบียบอะไรมากมายก็ได้
 
     ที่อุบลฯ นักศึกษาในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิตไม่มีทุนเรียน ต้องไปกู้เงินมาเรียน ไปหาหลวงพ่อที่มีบารมี คนเคารพนับถือมาก ขอให้ท่านช่วยระดมทุนเพื่อเป็นกองทุนมหาวิทยาลัยชีวิต หลวงพ่อก็เมตตามอบเหรียญของท่านให้ไปตั้งกองผ้าป่านำไปถวายท่าน 10,000 กองๆ ละ 199 บาท ท่านจะมอบคืนเป็นกองทุนการศึกษาทั้งหมด  เรื่องเดียวกันวิธีเดียวกันกำลังเกิดในจังหวัดต่างๆ 
 
     ได้พูดเรื่องนี้ในเวทีผู้นำชุมชนของกทม. จากเขตต่างๆ ที่มาเรียนรู้เรื่องการทำแผน 4 แผน (แผนชีวิต แผนอาชีพ แผนการเงิน แผนสุขภาพ) เพื่อนำไปเป็นเครื่องมือทำให้ชุมชนเข้มแข็งมีภูมิคุ้มกันยาเสพติด และได้เสนอให้หาวิธีระดมทุนเพื่อเพิ่ม “กองทุนแม่” ที่มีอยู่แล้วให้เป็นกองทุนที่มีเงินมากขึ้น มีความมั่นคงยั่งยืน มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
 
     สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้พระราชทานกองทุนแม่เพื่อเป็นเงินขวัญถุง เป็นต้นทุนแห่งศรัทธา รวมใจผู้คนที่มีจิตอาสาให้มาร่วมมือกันแก้ไขปัญหายาเสพติดที่บ่อนทำลายสังคม ชุมชนต่างๆ กำลังหาทางต่อยอดกองทุนแม่ ทุนวัฒนธรรมก็เป็นทุนหนึ่งที่น่าจะช่วยให้กองทุนนี้เติบโตอย่างมีคุณค่าได้
 
     ทาง ปปส.เองก็น่าจะส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนที่ได้รับกองทุนแม่ให้ระดมทุนด้วยวิธีการต่างๆ และพร้อมที่จะสมทบ 1 ต่อ 1 เหมือนที่รัฐบาลทำกับกองทุนสวัสดิการ (วันละบาท)  เช่น ถ้าชุมชนระดมทุนเข้ากองทุนแม่ได้ 100,000 บาท รัฐบาลโดย ปปส.น่าจะสมทบให้อีก 100,000 บาท
 
     การระดมทุนในโครงการนี้ ถ้าหากใช้วัฒนธรรมเป็นสื่อ เป็นต้นทุน ก็จะได้ไม่เพียงแต่เงิน แต่จะได้ความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจของชุมชน ไม่พียงแต่คนฐานะดีมีเงินมาก แต่รวมถึงคนยากคนจนก็พร้อมที่จะร่วมมือ บาทเดียวก็มีความหมายให้พวกเขามีส่วนร่วม
 
     “อาวุธเดียวที่เหลืออยู่ของคนยากคือวัฒนธรรม” (เจมส์ ซี สก็อต อาจารย์รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเยล)

Last modified on Wednesday, 27 March 2013 08:41