phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Thursday, 14 March 2013 20:58

โพลหรือโพย Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 13 มีนาคม 2556

คำอธิบายหรือคำแก้ตัวความผิดพลาดของการทำโพลการเลือกผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา น่าจะสรุปบทเรียนเพราะโพลเหล่านี้เป็นของสถาบันอุดมศึกษา จะมาอ้างว่าถูกชาวบ้านหลอกบ้าง ทำผิดที่ผิดเวลาบ้าง ตามพรรคการเมืองไม่ทันบ้าง หรือคนให้คำตอบมั่ว แท้ที่จริงแล้ว น่าจะเป็นคนทำโพลที่มั่วมากกว่า
 
     สถาบันการศึกษาไม่เพียงแต่ควรยอมรับว่า ทำผิดพลาดเอง ทำไม่ถูกหลักวิชา แต่คนรับผิดชอบควรลาออก  แสดงความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นคงห้ามไม่ได้ที่คนเขาจะสงสัยว่า คุณทำโพลแบบทำโพยเพื่อรับใช้การเมือง

     สถาบันอุดมศึกษาจำนวนมากทำโพล ทำการสำรวจความเห็น สำรวจสถานการณ์ ทำการวิจัยให้ภาคธุรกิจ เขาจ้างให้ทำเพื่อนำผลไปใช้ในธุรกิจของเขา อันนั้นพอเข้าใจ แต่ถ้าหากไปรับจ้างพรรคการเมือง หรือทำโพลเพื่อเอาใจพรรคการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางตรงทางอ้อม อันนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา

     นี่เป็นคำอธิบายว่า ทำไมใครๆ เขาข้องใจและเบื่อพวกทำโพล โทร.ไปถามความเห็นก็ด่ากลับ ขอถามตามถนนก็ไล่ให้ไปไกลๆ ไปกดกริ่งประตู่บ้านก็ไม่ออกมาพบ หรือตะโกนสวนเมื่อรู้ว่ามาทำโพล

 

 

     ผลการทำโพลที่ห่างกันเป็น 10 และไม่ใช่ 10 จุดธรรมดา เป็น 10 จุดที่ต้องคูณ 2 เพราะกลับหัวกลับหาง คือ บอกว่า เบอร์ 9 จะชนะถึง 10 จุด แต่ผลออกมาว่า แพ้ไปเกือบ 10 จุด ผิดพลาดอะไรขนาดนั้น

     การทำโพลเป็นการสอบถามความเห็นของคน คนที่มีวัฒนธรรม มีความรู้สึกนึกคิด มีสถานภาพ มีสิ่งแวดล้อมองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป ความผิดพลาดของโพลเกิดขึ้นเพราะคุณไม่เข้าใจ “คน” ที่คุณไปถาม ไม่คำนึงถึงปัจจัยร้อยแปดที่เป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับ “คน”

     คนในกรณีนี้ คือ คนกรุงเทพฯ คนที่กลางวันไปทำงาน คุณไปถามตอนเย็นๆ ที่บ้านหรือคุณไปถามกระจายไปทุกพื้นที่อย่างครอบคลุมจริงแค่ไหน หรือไปถามแต่คนที่อยู่บ้านตอนกลางวัน หรือตามท้องถนน ตามตลาด คนขับมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ คนในชุมชนแออัด คนที่คุณส่งออกไปสอบถามมีคุณภาพมากเพียงใด หรือไม่ได้ไปไหนมาก แต่สรุปข้อมูลมาให้คล้าย กชช.2 ค. (กรอกชุ่ยๆ สองครั้ง)

     ความจริง โพลการเมืองที่ผิดพลาดมีก่อนหน้านี้หลายครั้ง แต่คนก็ลืมไปแล้ว ครั้งนี้คงลืมยาก และยากที่จะไม่เชื่อว่าคุณไม่รับใช้การเมือง ไม่ต้องไปโทษสื่อว่าเป็นตัวการทำให้คนเชื่อเช่นนี้ ชาวบ้านเขาเชื่อแบบนี้แล้วสื่อถึงได้มากระพือให้กว้างออกไปต่างหาก อาจมีบางส่วนที่เชื่อหลังจากได้เห็นข่าว

     หลักวิชาว่าด้วยการทำโพล การสำรวจ การวิจัยนั้นมีอยู่ และไม่มีใครเชื่อว่า สำนักต่างๆ จะทำไปโดยไม่มีหลักวิชาหรือแบบมวยวัด เพียงแต่ผลที่ออกมาทำให้ต้องสรุปว่า ถ้าหากคุณไม่รับใช้การเมือง คุณก็ไม่เก่งจริง ไม่รู้จริง เพราะถ้ารู้จริง ก็จะไม่เก่งหรือแม่นแต่โพลประเภทที่แย้งไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ แต่ตกม้าตายเมื่อทำโพลผลการเลือกตั้ง เพราะผลออกมาก็รู้เลยว่าคุณเก่งจริงหรือเก่งหลอก

     วันนี้ คนจึงเชื่อว่านิด้าเก่งจริง เป็นมืออาชีพ เพราะทำโพลเหมือนกับคนอื่น แต่เข้าใจเรื่อง เข้าใจประเด็น เข้าใจสถานการณ์ เข้าใจคนกรุงเทพฯ และเข้าใจตัวแปร 108 ที่เกี่ยวข้อง

     ถ้าเป็นมืออาชีพจริง สถาบันการทำโพลที่ผิดพลาดเหล่านี้จะต้องสำรวจตัวเองให้หนัก วิเคราะห์วิจารณ์ตนเองอย่างละเอียดเพื่อสรุปบทเรียนว่า ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะแค่นี้ คนก็ไม่เพียงขาดความเชื่อถือโพล แต่ดูถูกสถาบันการศึกษาเหล่านี้ไปด้วย

     ความจริง คนเขาก็ไม่ค่อยเชื่อถือทั้งโพล ทั้งงานวิจัยต่างๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอกจำนวนมากที่ทำไปอย่างไม่มีคุณภาพ ตัดแปะก็มี ลอกเขามาเป็นดุ้นๆ ก็มากแบบไม่อ้างอิงหรือให้เครดิตเจ้าของ เป็นการขโมยวิชาแบบหน้าด้าน

     สถาบันการศึกษาน่าจะสัมมนาเรื่องเหล่านี้ พัฒนาคุณภาพงานวิจัยให้จริงจัง เพราะการไม่เห็นคุณค่าและความสำคัญของการวิจัยต่างหากที่ทำให้การศึกษาไทย สังคมไทยยังอยู่ในสภาพเช่นนี้ ไม่เป็นสังคมเรียนรู้ ไม่เป็นสังคมที่มีฐานความรู้ มีแต่ฐานเงิน ฐานอำนาจ คิดถึงแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า

     เทียบกับประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 50 ปีก่อน ไทยกับเกาหลีใต้อยู่ในระนาบเดียวกัน หรือไทยอาจก้าวหน้ากว่าด้วยซ้ำ มาวันนี้เกาหลีใต้ไปถึงไหนก็ไม่รู้ งบวิจัยของซัมซุงบริษัทเดียวก็ปีละกว่า 800,000 ล้านบาทแล้ว จะไม่ให้เกาหลีใต้มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 4 ของโลกได้อย่างไร

     เมื่อปีก่อน มีนักวิชาการเกาหลีใต้มาพูดที่ไบเทคบางนา บอกว่า เมื่อ 50 ปีก่อน คนเกาหลี 20 คน ร่วมกันวางยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศ และทำตามแผนนั้นที่ให้ความสำคัญการศึกษาและการวิจัยมากที่สุด เกาหลีใต้ถึงได้ก้าวหน้ามาอย่างทุกวันนี้

     เกาหลีใต้มีงบวิจัยร้อยละ 2.5 ของจีดีพี เมืองไทยมีแค่ร้อยละ 0.2 คุยไว้นานแล้วจะให้ร้อยละ 1 แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีทั้งงบ ไม่ได้มีทั้งมาตรการสนับสนุนการวิจัยอะไรเลย อาจารย์ยังสอนอย่างเดียว สอนตามหน้าที่อาทิตย์ละ 3-6 ช.ม. สอนหลักสูตรพิเศษได้รายได้พิเศษอีกอาทิตย์ละ 20 ช.ม.

     คนไทยไม่ทำการวิจัย หรือทำอย่างไร้คุณภาพ งานวิจัยคืองานสร้างความรู้ใหม่ ทำให้เกิดนวัตกรรม ทำให้เกิดเทคโนโลยีและวิธีการใหม่ๆ เพื่อคุณภาพชีวิต เพื่อการพัฒนาประเทศ นักวิชาการบอกว่า การที่เราไม่มีงานวิจัย ไม่มีเทคโนโลยีที่สร้างเอง ทำให้ต้องลงทุนมากกว่าคนอื่นถึง 100 เท่า

     ทำโพลก็คือการสำรวจ การวิจัยแบบหนึ่ง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหลายครั้งถ้าไม่สะท้อนความอ่อนแอทางวิชาการก็สะท้อนความไม่สัตย์ซื่อ หรือไม่มีความเป็นมืออาชีพ เป็นเพียงมือปืนรับจ้างเท่านั้น

Last modified on Saturday, 16 March 2013 02:07