phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 06 March 2013 19:17

นวเกษตรในโลกอินทรีย์ Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 6 มีนาคม 2556

โลกเปลี่ยนไปแล้ว ยุคสมัยของการใช้สารเคมีในการเกษตรกำลังหมดไป ใครที่ยังคิดว่า สารเคมีมีอนาคตเป็นความหลงผิดหลงยุคอย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่ยังถูกครอบงำจากการโฆษณา เพราะผลประโยชน์มหาศาลจากสารเคมีที่ตกค้างในโกดังและที่กำลังเข้ามามีมากมายนัก จึงไม่เห็นมีนโยบายอะไรที่จริงจังจากภาครัฐและรัฐบาลที่ส่งเสริมการเลิกใช้สารเคมีและหันมาใช้อินทรีย์ชีวภาพ

      คนจำนวนมากจึงยังคงใช้สารเคมีกันต่อไปประหนึ่งว่าเป็นทางเดียวที่จะทำการเกษตรที่ได้ผลและคุ้มการลงทุน ยังเป็นเกษตรแบบเดิมๆ ที่ทำนาทำไร่ทำสวนโดยใช้ข้อมูลจากถุงปุ๋ย เลี้ยงสัตว์เลี้ยงปลาโดยใช้ข้อมูลจากถุงอาหารสำเร็จรูป

      เมื่อยังคิดเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม ก็คงเป็นหนี้เหมือนเดิมกันต่อไป เวียนว่ายอยู่ในวงจรอุบาทว์ของหนี้สินที่หาทางออกไม่ได้ เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บเพราะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ สารเคมีในเลือดที่สูงเกิน ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่ได้ขวนขวายหาข้อมูลหาความรู้และหาทางเลือกที่ดึกว่า

      นวเกษตร คือ เกษตรแนวใหม่ ที่ตั้งอยู่บนฐานคิดใหม่ เกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เอาเปรียบธรรมชาติ ไม่ข่มขืนขูดรีดเอาจากดิน น้ำ ป่า เหมือนที่ผ่านมา เป็นเกษตรที่ทำให้ธรรมชาติสมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่เลวลง ดินดีขึ้น น้ำสะอาดขึ้น ป่าเพิ่มขึ้น สิ่งแวดล้อมและอากาศบริสุทธิ์ขึ้น

 

 

      นวเกษตรทำให้ชีวิตคนดีขึ้น ได้บริโภคอาหารดีมีคุณค่า ได้พลังงานสะอาดและไม่รู้หมด ทำให้ผู้คนมีสุขภาวะที่ดี สุขภาพกายจิตดี สังคมดี ชุมชนเข้มแข็งขึ้น เพราะนวเกษตรไม่ใช่เพียงเทคนิกวิธีการทำเกษตร แต่เป็นวีคิดใหม่ วิธีปฏิบัติใหม่ ระบบคุณค่าใหม่ที่ตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบใหม่ ที่เรียกกันว่า กระบวนทัศน์ใหม่นั่นเอง

      โลกวันนี้ต้องการอาหารปลอดสารเคมี และไม่เชื่อว่า การใช้สารเคมี “แบบถูกวิธี” มีจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งมักบอกว่า ได้ใช้สารเคมีถูกที่ถูกเวลาถูกขั้นตอน เพราะอย่างไรเสียสารเคมีก็ไม่ได้อยู่แต่ภายนอก แต่ได้ซึมซับเข้าเนื้อในของผลผลิตเหล่านั้น ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารคน

      ปัญหาสำคัญวันนี้อยู่ที่ผู้ผลิตกับผู้บริโภคที่ยังไม่สมพงษ์กัน คนจำนวนมาก และมากขึ้นทุกวันที่ต้องการผักปลอดสาร อาหารปลอดภัย แต่ไม่รู้จะหาได้ที่ไหน และต้องเป็นที่ที่มีหลักประกัน เชื่อถือได้ว่าปลอดจริง ไม่ใช่ถูกแหกตาอย่างที่มีการสำรวจพบตามห้างตามตลาดทั่วไป

      ชาวบ้านจำนวนมากอยากปลูกผักปลอดสาร ผลิตอาหารปลอดภัย แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ทำแล้วเอาไปขายที่ไหน สุดท้ายก็ต้องทำแบบเดิมๆ เพราะไม่มี “ทางเลือก”

      ที่เชียงใหม่มีการทำงานด้านนี้ มีเครือข่ายเกษตรทางเลือกที่ทำการเกษตรปลอดสารกันมากว่า 20 ปี จนกลายเป็นเครือข่ายในกว่า 14 อำเภอ นำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ชีวภาพไปขายในเชียงใหม่ทุกวัน รวมแล้วถึง 18 แห่งต่อสัปดาห์ หาซื้อผัก ปลา ไก่ ไข่ และอาหารต่างๆ ได้ทุกวันตามสถาบันการศึกษา ที่โรงพยาบาล และตลาดสดหลายแห่ง ตามอำเภอต่างๆ ก็มีเกือบหมดแล้วเช่นกัน

     ดร.ชมชวน บุญระพงษ์ ผู้นำสำคัญที่ส่งเสริมขบวนการนี้มาแต่ต้นบอกว่า วันนี้ผลิตไม่ทัน กระแสอินทรีย์ชีวภาพมาแรงและมาเร็ว ปัญหาอยู่ที่ผู้ผลิตที่ต้องเรียนรู้และขยายเครือข่ายให้มากขึ้น และสร้างควมสัมพันธ์กับผู้บริโภค ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบผู้ซื้อผู้ขายแบบเดิมๆ

      นี่เป็นอะไรที่สร้างได้ยากกว่าการสอนเทคนิกวิธีการผลิตอาหารอินทรีย์ เพราะความสัมพันธ์แบบนี้ต่างหากที่จะเป็นหลักประกันว่า ผู้ผลิตก็จะผลิตอาหารปลอดสารเคมี ด้วยกระบวนการอินทรีย์อย่างแท้จริง มีความซื่อสัตย์ต่อกัน เกิดความไว้ใจกัน อันเป็นทุนทางสังคมที่สำคัญในเกษตรทางเลือกนี้

      ไม่ใช่พอขายได้ดี มีของไปขายไม่พอก็ไปหาจากที่อื่นที่ใช้สารเคมีมาเสริม อย่างที่คนส่งผักออกไปอียูทำกัน หลอกฝรั่งไม่สำเร็จจนถูกแบนมาแล้ว

      สมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เกษตรทางเลือก เกษตรยั่งยืน ที่เชียงใหม่ไปขายผลผลิตของตนที่เชียงใหม่ นอกจากมีรายได้ดีแล้วยังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน ได้เห็นว่าเขาผลิตอะไร เอาอะไรมาขาย ได้ความรู้ว่าเขาทำอะไรอย่างไร มีปัญหาแล้วแก้ไขอย่างไร

      ชาวบ้านมีรายได้ดี เดือนเป็นหมื่น แม้ว่าจะมีห้างใหญ่ไปขอซื้อและให้ราคาดี พวกเขาก็ไม่ขาย เพราะอยากไปขายเองที่เชียงใหม่หรือในตลาดอำเภอมากกว่า จะได้พบเพื่อน พบผู้ซื้อที่รู้จักมักคุ้นจนสนิทสนมกันเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งได้เงินสดกลับบ้านทันที ไม่ใช่รอเป็นเดือนๆ กว่าห้างจะจ่าย

      เกษตรอินทรีย์ชีวภาพเป็นจุดแข็งของชุมชน เพราะเป็นเศรษฐกิจวัฒนธรรม ชาวบ้านสืบทอดสิ่งที่ชุมชนเคยทำกันมานานแล้ว แม้ขาดช่วงไประยะหนึ่งเพราะสารเคมีเข้ามา แต่วันนี้ก็กลับคืนสู่รากเหง้า เอาสิ่งดีๆ ดั้งเดิมมาใช้ใหม่

     นวเกษตรเป็นเกษตรกรรมของคนเล็กๆ กลุ่มเล็กๆ ทำขนาดเล็ก ควบคุมได้ ทำด้วยมือ ทำด้วยใจ ทำด้วยสิ่งของจากธรรมชาติ อยู่กับธรรมชาติแบบเกื้อกูลกัน

      นวเกษตร เป็นเศรษฐกิจวัฒนธรรมที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของกระบวนการทั้งหมด เป็นคนเลือกเองว่าอยากปลูกอะไร เลี้ยงอะไร ตัดสินใจว่าจะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร และเป็นผู้กำหนดราคาเอง ไม่ใช่ไปถามผู้ซื้อว่าจะให้ราคาเท่าไรเหมือนพืชเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม

      โลกอินทรีย์มาถึงแล้ว เป็นโลกที่หมุนกลับ กลับมาหาธรรมชาติ กลับมาเข้าทางชาวบ้าน ชุมชน ซึ่งต้องเรียนรู้ว่าจะปรับตัวและรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรจึงจะได้ประโยชน์ อยู่รอดและมั่นคง

Last modified on Thursday, 07 March 2013 17:47