phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Sunday, 03 March 2013 05:58

ไฟดับก็ดี Featured

Rate this item
(0 votes)

สยามรัฐรายวัน 27 ก.พ. 2556

เรื่องพลังงานมีความซับซ้อนเพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองและเรื่องผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม มากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเรื่องของคนมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้ ซึ่งก็คือคน 3 กลุ่มเดิมๆ นักการเมือง พ่อค้า ข้าราชการ
 
     อยู่ดีๆ ก็มีประเด็นเรื่องภาวะฉุกเฉินพลังงาน อ้างว่าพม่าจะปิดซ่อมแหล่งก๊าซ ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมีระบบการป้องกันเหตุการณ์แบบนี้ พอมีปัญหาก็ถอดสูทถอดเนคไท ประกาศให้ประหยัดไฟ
 
     แสดงว่าประเทศไทยไม่มียุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง มีแต่แผนการใช้งบประมาณเป็นล้านล้านที่นักการเมืองใช้เวลาว่างคิดโครงการใหญ่ๆ ใช้เงินมากๆ อ้างว่าเพื่อการพัฒนาประเทศ คนจึงสงสัยว่าพออยากทำโครงการพลังงานที่ตนเองเป็นเจ้าของก็อ้างเรื่องภาวะฉุกเฉินหรือเปล่า
 
     ถ้ามียุทธศาสตร์ที่ต้องการพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนจริงๆ ก็คงจะทำเรื่องรถไฟมากกว่าทำถนนมานานแล้ว จะได้ระบบรถรางขนส่งคน ขนส่งสินค้าราคาถูกไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกิโลเมตร แทนที่จะตั้งงบประมาณสร้างถนนซ่อมถนนปีหนึ่งเป็นแสนล้าน
 
     สร้างถนนคนได้ประโยชน์มากที่สุด คือ นักการเมืองที่คิดโครงการและให้พวกพ้องรับสัมปทาน ข้าราชการ พ่อค้า เจ้าของรถทัวร์ บริษัทผลิตรถยนต์ ขายรถยนต์ ขายอะไหล่ ขายน้ำมัน ประชาชนซื้อรถ ซื้อน้ำมัน ซ่อมรถ ชาวบ้านยากจน คนเกี่ยวข้องกับถนนร่ำรวย
 


     แทนที่จะถอดสูท ควรจะถือโอกาสนี้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างมาตรการภาษีและทำการรณรงค์การลดการใช้พลังงานอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำอะไรแบบเฉพาะกิจไปหมด ต้องพัฒนาพลังงานทางเลือก หรือพลังงานที่ใช้ไม่มีหมด (renewable energy) อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานจากขยะ ชีวมวล หรือพลังงานจากผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างภาพอย่างที่เห็นกัน
 
     ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานยืนยันว่า สังคมไทยสามารถพัฒนาพลังงานทางเลือกได้มากกว่าวันนี้หลายเท่า แต่ที่ไม่เกิดขึ้น คนทั่วไปเชื่อว่าเป็นเพราะคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจคงเสียประโยชน์ เพราะมีหุ้นและส่วนได้เสียในหน่วยงานพลังงานทั้งของรัฐและเอกชน เรื่องอะไรต้องไปทุบหม้อข้าวตนเอง
 
     ถ้าหากไฟฟ้าดับจริง ไม่ว่าวันละกี่ชั่วโมง ย่อมมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการเป็นอย่างมาก และคนที่ลำบากที่สุด คือ คนที่อยู่ในเมือง อยู่บนตึกสูงที่ต้องใช้ลิฟท์ ต้องใช้น้ำใช้ไฟทำทุกอย่าง 
 
     ขณะที่คนชนบทส่วนใหญ่ แม้ว่าวิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปคล้ายคนเมืองแล้ว แต่ก็ย่อมปรับตัวได้เร็วกว่า และคงไม่เดือดร้อนจนเกินไป มีน้ำมันก๊าซจุดตะเกียงเล็กๆ มีตะเกียงเจ้าพายุ ก็พอมีแสงสว่างตอนค่ำๆ ก่อนนอน ส่วนการหุงต้มนั้น ส่วนใหญ่ก็ยังใช้ฟืนใช้ถ่าน มีสักกี่ครัวเรือนในหมู่บ้านที่ใช้ก๊าซ
 
     ลองไม่มีไฟใช้วันละหลายชั่วโมงสัก 10 วันก็น่าจะดี จะได้ทดลอง ทดสอบ เรียนรู้การปรับตัวในยามลำบาก ที่ใดมีความจำเป็นขาดไฟไม่ได้ก็ต้องหาเครื่องปั่นไฟสำรองไว้ 
 
     ชุมชนหลายแห่งได้เรียนรู้และปรับตัวเพื่อหาทางพึ่งพาตนเองด้านพลังงานนานแล้ว มีการปลูกไม้ใหญ่อย่างยางนากันมากขึ้น ไม้เล็กที่โตง่ายขยายเร็วอย่างสบู่ดำ ทำให้เชื่อว่า ในอนาคตชุมชนจะมีพลังงานทดแทนน้ำมันและก๊าซที่ใช้กันในปัจจุบนและจะหมดในอนาคตอีกไม่นาน
 
     น้ำมันจากพืชต่างๆ มีมากเพียงพอเพื่อให้ชุมชนสามารถใช้งานในครัวเรือน ในชุมชน ยังไม่นับพลังงานแสงอาทิตย์ที่เริ่มมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าราคาไม่แพงออกมามากขึ้น ทำให้คนที่อยู่ในที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีทางเลือกในการใช้พลังงานแบบพึ่งตนเอง พึ่งธรรมชาติได้หลากหลายยิ่งขึ้น 
 
     ชุมชนจำนวนมากในแอฟริกาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีจากยุโรป มีไฟฟ้าใช้ในครัวเรือน ให้แสงสว่าง ใช้หุงต้ม ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อย่างพอเพียง สามารถบริหารจัดการเองได้
 
     การไฟฟ้าไทยอ้างว่าประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้ครบร้อยเปอร์เซนต์ นั่นหมายถึงครัวเรือนตามทะเบียนประชากร  ในความเป็นจริง ผู้คนจำนวนมากไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ ออกไปไร่ไปนาไปสวนก็หมดสิทธิ์แล้ว ไม่ต้องพูดถึงคนที่ไปอยู่ในพื้นที่ป่าสงวน บนเขาบนดอย ซึ่งมีอยู่มากมาย

     คนไม่มีไฟฟ้าใช้มีเป็นแสนๆ ครัวเรือน ต้องซื้อเครื่องปั่นไฟมาใช้เอง ต้องซื้อเครื่องสูบน้ำใช้น้ำมัน หรือไม่ก็สูบด้วยเครื่องรถอีแต๋น ส่วนหนึ่งเริ่มใช้แผงไฟแสงอาทิตย์ ซึ่งมีองค์กรหน่วยงานของรัฐและเอกชนไปส่งเสริมให้ใช้ แต่ก็ปล่อยทิ้งร้างเป็นส่วนใหญ่ เพราะชาวบ้านไม่ได้เรียนรู้วิธีรักษา มีปัญหาเล็กน้อยก็ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ถ้าจะเปลี่ยนแผงเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็แพง ส่วนใหญ่ได้มาเพราะมีคนไปทำโครงการเสนอของบไปช่วยชาวบ้าน โดยไม่ได้มีกระบวนการเรียนรู้อะไรเลย

     มีชุมชนที่ได้เรียนรู้การทำก๊าซหุงต้มจากมูลสัตว์ จากขยะ จากวัสดุธรรมชาติต่างๆ นานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ขยายให้กว้างขวางออกไป โรงเรียนหลายแห่งก็ทำ แต่ทำไปเพราะมีครูบางคนที่สนใจ ไม่ได้เป็นแผนเป็นวาระนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จริงจังอะไร

     ทุกวันนี้พรรคการเมืองต่างๆ ทำ “ประชานิยม” ไม่ได้เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย แต่เอาประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ของตนเอง อ้างว่าประชาชนจะได้อยู่ดีกินดี แต่คนอ้วนพีกลับเป็นนักการเมือง พ่อค้ากับข้าราชการ

     วิกฤตพลังงานครั้งนี้ถ้ามีจริง ก็เป็นโอกาสให้ชุมชนได้เรียนรู้ว่า จะพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างไร และไม่ต้องสนใจว่า รัฐจะเอาด้วยหรือไม่ จะสนับสนุนหรือเปล่า

     ข้ามรัฐไปเลย สร้างเครือข่ายพลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง จนกว่าวันใดที่ประชาชนมีอำนาจมากกว่านี้ นโยบายพลังงานเพื่อประชาชนจริงๆ ก็จะเกิดขึ้น 

Last modified on Sunday, 03 March 2013 10:23