phongphit.com : การสื่อสารคือการพัฒนา

Wednesday, 13 February 2013 08:59

ขโมยวิชา Featured

Rate this item
(2 votes)

สยามรัฐรายวัน 13 กุมภาพันธ์ 2556

เหตุเกิดที่เยอรมนี เมื่อสองปีที่แล้ว รัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้นลาออก เพราะถูกจับได้ว่า ได้ “ลอก” วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ถูกถอนปริญญาจากมหาวิทยาลัยบายรอยท์ และลาออกจากการเป็น ส.ส. อีกด้วย ต่อมามี ส.ส. อีกสองคนถูกถอนปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยไฮเดนเบอร์ก และมหาวิทยาลัยบอนน์
 
     และเมื่อไม่กี่วันมานี้ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการอายุ 57 ปีก็ลาออกจากตำแหน่ง เพราะถูกถอนปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยดึสเซนดอร์ฟ ที่บอกว่า เธอได้ลอกวิทยานิพนธ์คนอื่นเมื่อ 32 ปีที่แล้ว เธอบอกว่า ลาออกเพื่อจะไปฟ้องมหาวิทยาลัยและปกป้องตนเองว่าไม่ได้โกง
 
     นอกจากที่เยอรมนี ยังมีการจับโกงวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในโรเมเนีย มีทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ นอกนั้น ยังมีรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของรัสเซีย โดยคนนี้และนายกรัฐมนตรีของโรเมเนียปฏิเสธข้อกล่าวหาและไม่ลาออก
 
     นับเป็นเรื่องราวใหญ่โตในยุโรปที่ภูมิใจนักว่ามีคุณภาพมาตรฐานในด้านความโปร่งใส และความเป็นมืออาชีพ และเกิดการถกเถียงและเกิดขบวนการ “จับผิด” การโกงในแวดวงวิชาการขึ้นมา และคนที่เป็นเป้าหมายของการตรวจสอบครั้งใหญ่ก็ไม่พ้นบรรดานักการเมืองที่มักทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยไม่สนใจว่าจะได้มาด้วยวิธีใด ได้ปริญญาเอกแบบลอกเขามาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

 
     ความจริง ถ้าอ่านให้ละเอียดในแต่ละกรณีที่เกิดขึ้นในเยอรมนีแล้วก็อาจอุทานว่า โธ่เอ๋ย แค่นี้เองก็ไปว่าเขาลอก เขาแค่ไม่ได้ใส่เครื่องหมายคำพูดและไม่ได้อ้างว่ามาจากไหนเพียงไม่กี่แห่งก็ไปบอกว่าโกงหรือขโมยความคิดคนอื่นแล้ว เมื่องไทยร้ายกว่านี้ไม่รู้กี่เท่า ลอกกันทั้งเล่มก็ยังไม่เห็นมีใครว่าอะไร
 
     คนไทยลอกกันทั้งนั้น ไม่ว่าการบ้าน ข้อสอบ งานที่ต้องส่งอาจารย์ วิทยานิพนธ์ไม่ว่าระดับไหน สถาบันไหน รวมทั้งงานวิจัยต่างๆ ทำกันง่ายๆ ลอกเขามาตรงๆบ้าง ตัดแปะ (copy & paste) เพราะค้นหาข้อมูล ความคิด ความเห็นในอินเทอร์เน็ตได้ง่ายมาก ไม่เห็นจะยากอะไรที่จะค้นหาแล้วตัดแปะ ทำให้แนบเนียนหน่อย ให้ดูดี อย่าให้ประเจิดประเจ้อจนเกินไป เพราะอาจารย์บางคนอ่านละเอียด แต่มีน้อยมาก

     คนมีตำแหน่งหน้าที่ในสังคม นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ที่ไปเข้าหลักสูตรต่างๆ หรือเข้าเรียนในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ซึ่งมีมากมาย และที่ไปก็ไม่ใช่เพราะอยากได้วิชาความรู้อะไร แต่อยากได้ปริญญา อยากได้ ดร. นำหน้า อยากได้เพื่อน เครือข่ายทางสังคม
 
     คนเหล่านี้จำนวนมากจึงให้ลูกน้องไปจัดการทำรายงานให้ ทำวิทยานิพนธ์ให้ ลูกน้องทำไม่ได้ก็ไปให้ใครก็ได้ช่วยทำให้ และวิธีที่ทำกันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ก็ไปลอกของคนอื่นมานั่นเอง
 
     วีธีการเหล่านี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า plagiarism แปลว่าการขโมยความคิดของคนอื่น ซึ่งเกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ วรรณกรรม สื่อมวลชน การให้รางวัลวรรณกรรมจึงต้องตรวจสอบด้วยว่า ไปลอกใครเขามาบ้างหรือไม่ แต่ในแวดวงหนังสือพิมพ์ หรือหนังสือทั่วไปมักไม่ได้ตรวจสอบกัน จึงมีการลอกและตัดแปะกัน ซึ่งหากตรวจสอบจริงๆ ก็สามารถพบได้ว่า บทความ เอกสารชิ้นไหนที่ไปลอกของคนอื่นมา ยิ่งวันนี้มีโปรแกรมทางอินเตอร์เน็ตที่ใช้ตรวจสอบได้ดี มีการใช้ในมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯและยุโรป
 
     เมื่อก่อนนี้อาจจะพบโดยบังเอิญ อย่างผมเคยอ่านพบข้อความที่นักธุรกิจที่เป็นนักเขียนคนดังลอกจากหนังสือของผมไปเป็นหน้าๆ ลงหนังสือพิมพ์ เขาคงไม่ได้เขียนเอง แม้ว่าจะใส่ชื่อตัวเอง คนที่เขียนให้คงไปลอกเอาของผมจากเว็บไซต์ของผมที่มีบทความกว่า 600 บท หรือจากหนังสือของผม

     ผมดีใจที่คนนำข้อคิดข้อเขียนของผมไปใช้ประโยชน์ แต่ก็รู้สึกไม่ดีที่คนที่นำไปใช้มาสารภาพแบบหน้าตาเฉยพร้อมกับขอบคุณว่า ได้เอางานของผมไปใช้แบบทั้งลอกและอ้างอิงข้อเขียนเหล่านี้ในงานของตนเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งบ้าง ทำวิทยานิพนธ์บ้าง

     ที่รู้สึกไม่ดีเพราะคนที่ลอกไปคงไม่ได้อะไรนัก เพราะลอกไปแล้วก็คงลืม ไม่ได้เรียนรู้ ได้แต่ลอกเลียนจากข้อเขียนของผม และคงทำเช่นเดียวกันกับงานของคนอื่น และคงทำเช่นเดียวกันในหน้าที่การงาน ถ้าเรามีคนแบบนี้มากๆ สังคมจะพัฒนาได้อย่างไร เพราะมีแต่ใบประกาศ ใบปริญญา แต่ไม่มีปัญญา จึงมีผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่มักขโมยงานลูกน้องมาเป็นของตนเอง ใส่ชื่อของตนเองหน้าตาเฉย อ้างว่าเป็นคนสั่งให้ลูกน้องไปทำงานนี้

     สังคมไทยสนใจแต่รูปแบบ ไม่ได้สนใจเนื้อหาอะไรนัก นักการเมืองจึงดิ้นรนให้ได้ปริญญาส่วนหนึ่งเพราะมีระเบียบบังคับให้ได้ปริญญาตรี จึงแห่กันไปเรียนที่ไหนก็ได้ที่เรียนไม่ยาก แบบจ่ายครบจบแน่ได้ยิ่งดี เพราะไม่มีเวลาไปเรียน ต้องไปประชุม ต้องไปพื้นที่ ต้องไปทำอะไรอีกสารพัด ทำได้หมด ยกเว้นไปเรียน  ให้ความสนใจการเรียนรู้น้อยกว่าเรื่องอื่น

     คนไทยหลายคน ทั้งครู อาจารย์ นักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ อยากได้ปริญญาเอก แต่ไม่อยากลงทุน ลงเวลา ไม่อยากออกแรงเรียนรู้ก็ไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ ที่อินเดีย หรือแม้แต่ที่อเมริกา ซึ่งมีตัวแทนที่เมืองไทย ไปเรียนกันแบบไหน สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็คงทราบดี

     บางคนได้ปริญญาเอกมายังไม่กล้าใส่ ดร.นำหน้า กลัวคนเขาจะถามว่าได้จากมหาวิทยาลัยไหน เพราะบอกไปกลัวใครเขาจะร้องยี้ เพราะรู้กันดีว่า ได้ปริญญาเอกมาอย่างไร เขียนวิทยานิพนธ์เองจริงหรือไม่ หรือมีมืออาชีพเขียนให้ ติวให้เพื่อไปสอบเท่านั้น เดินทางไปสองครั้ง ครั้งละไม่กี่วัน ได้ปริญญาเอกแบบพิสดารนี่จะภูมิใจได้อย่างไร เอาไปหลอกหากินกับคนไม่รู้เรื่องเท่านั้น
 
     แม้แต่ในเมืองไทยเอง ยังสงสัยว่า ถ้าหากมีการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ปริญญาเอกกันจริงจัง จะมีเหลือสักกี่เรื่องที่เป็นของจริง ที่ไม่ได้ลอกใครขโมยความคิดของใครมา มีกี่ชิ้นที่ทำเอง โดยไม่ได้ใช้บริการบรรดามือปืนรับจ้างที่กล้าหาญขนาดประกาศลงเว็บว่า รับจ้างทำวิทยานิพนธ์

Last modified on Wednesday, 13 February 2013 09:17